ยุค…ตัวกู ของกู

มาตรฐาน

image

ผลการวิจัย 8 ค่านิยมของคนไทยในปี 2015 ซึ่งจัดทำโดย “เอ็นไวโรเซล ไทยแลนด์” ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาและพฤติกรรมผู้บริโภค ส่งสัญญาณมาแต่ไกลว่า สังคมไทยกำลังจะก้าวเข้าสู่ “ยุคตัวกูของกู” และยิ่งนับวันคงหาคนไทยที่คิดถึงประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าความสุขส่วนตัวได้ยากเย็นเต็มที

 

ค่านิยมมาแรงจนน่าเป็นห่วงคือ “รวยลัด “RICHFICIENCY” RICH+SUFFICIENCY” จะเห็นได้ว่าหนังสือติดอันดับเบสต์เซลเลอร์ขายดิบขายดีในยุคนี้ จะเป็นหนังสือเกี่ยวกับเคล็ดลับการสร้างความมั่งคั่ง และแรงบันดาลใจสู่ความสำเร็จ แม้แต่ในงาน Money Expo ครั้งล่าสุด ผู้เข้าร่วมงานก็มีอายุน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด คนไทยยุคนี้ยังเปลี่ยนความสนใจจากการลงทุนในธุรกิจและอยากเป็นเจ้าของกิจการ หันมาศึกษาลงทุนในตลาดหุ้นแทน เพราะเห็นตัวอย่างของนักเล่นหุ้นรุ่นใหม่ที่ประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุน้อยๆ กระนั้น ความรวยที่คนรุ่นใหม่ใฝ่หาเป็นความรวยแบบฉาบฉวยชั่วข้ามคืน ต้องการรวยแบบด่วนๆ แต่ไม่ได้ฝันถึงขนาดมีเงินพันล้าน แค่อยากมีกินมีใช้และท่องเที่ยวลั้ลลา แนวโน้มที่ตามมาก็คือ ตลาดแรงงานจะเปลี่ยนโฉมหน้าอย่างสิ้นเชิง ในอีก 6 ปีข้างหน้าจะหาคนทำงานเป็นพนักงานประจำได้ยากขึ้น เพราะคนยุคใหม่นิยมทำงานฟรีแลนซ์และพาร์ตไทม์มากกว่า

 

ค่านิยมที่ตอกย้ำความฉาบฉวยของสังคมไทยคือ “งามภายนอก “EXTHETIC” EXTERNAL+AESTHETIC” คนสมัยนี้ไม่เห็นคุณค่าความงามภายใน แต่ให้ความสำคัญกับความงามภายนอก ซึ่งมีผลต่อความก้าวหน้าด้านอาชีพการงาน และการเป็นที่ยอมรับของสังคม แนวโน้มนี้ทำให้ ธุรกิจเสริมความงามต่างๆ เติบโตคึกคัก เช่นเดียวกับแอพพลิเคชั่นเสริมแต่งรูปภาพที่กลายเป็นอุปกรณ์ขาดไม่ได้ของคนยุคโซเชียลเน็ตเวิร์ก

 

ก็เพราะถือคติตัวกูของกู คนสมัยนี้จึงมีค่านิยม “ช่วยเหลือตัวเอง (ไม่พึ่งพา) หรือ “YELP” Help Yourself” ปัจจุบันมีเทคโนโลยีมากมายที่ช่วยให้สามารถทำกิจกรรมหลายอย่างได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องพึ่งพาคนอื่น ไม่ว่าจะเป็น ไม้ถ่ายรูปเซลฟี่, แอพพลิเคชั่นค้นหาเส้นทางท่องเที่ยว หรือแม้แต่ google ที่มีคำตอบทุกอย่างในโลกรวมไว้ที่เดียว ในเมื่อไม่ต้องพึ่งพิงใครมาก เด็กรุ่นใหม่ จึงมีความแข็งกระด้าง ไม่ยอมโอนอ่อนให้ใครง่ายๆ เมื่อก่อนมีอะไร เด็กอาจปรึกษาพ่อแม่ แต่ทุกวันนี้ยกให้อากู๋เป็นที่หนึ่งในดวงใจ

 

คนสมัยนี้แต่งงานกันน้อยลง แต่อัตราหย่าร้างเพิ่มสูงขึ้น เพราะมีค่านิยม “ไม่ผูกมัด “NOBLIGATION” NO+OBLIGATION” ผู้คนมีทางเลือกหลากหลายมากขึ้น จึงชอบอะไรที่มาเร็วเคลมเร็ว แม้แต่ในเชิงการตลาด ผู้บริโภคยุคใหม่ก็ไม่ชอบการผูกมัดระยะยาวและเบื่อง่าย เพราะมองหาแต่ข้อมูลใหม่ๆตลอดเวลา อะไรที่นำเสนอเนื้อหายืดยาดเยิ่นเย้อไม่กระชับ โดยเฉพาะทีวีดิจิตอล ก็เตรียมม้วนเสื่อกลับบ้านได้เลย

 

ผู้บริโภคยุคใหม่ฉลาดเป็นกรด จึงชื่นชอบอะไรที่ “เปิดเผย ชัดเจน อย่าปิดบัง “SINCLEAR” SINCERE+CLEAR” จะเห็นว่าทุกวันนี้ผู้บริโภคเชื่อรีวิวจากประสบการณ์จริง มากกว่าโฆษณาที่ถูกปรุงแต่งมาแล้ว เรามีนักสืบพันทิปคอยเสาะแสวงหาความจริงในสังคม และพร้อมร่วมด้วยช่วยกันตีแผ่พวกลวงโลกลวงสังคม

 

โลกทั้งใบถูกหลอมรวมเป็นโลกใบเดียวกันไปแล้ว จนเกิดค่านิยม “วัฒนธรรมเดียวกัน “BLENDSO” BLENDED+ SOCIETY” ปัจจุบันเรามีวัฒนธรรมเดียวกันทั่วโลก เช่น K-Pop ที่โด่งดังมาก หรือกระแส Ice Bucket Challenge ที่แพร่สะพัดจากอเมริกาไปทั่วทุกมุมโลกอย่างรวดเร็ว ข้อดีของเทรนด์นี้คือ สามารถทำการตลาดด้วยคอนเซปต์เดียวกันทั้งโลก แต่ก็มีข้อเสียเพราะทำให้ขาดเอกลักษณ์ของแต่ละสังคม

 

คิดจะเอาชนะใจผู้บริโภคยุคใหม่ ต้องตีโจทย์ 2 ค่านิยมนี้ให้แตกกระจุยคือ “ซื้อน้อยแต่ได้เยอะ “EASEMORE” EASY+MORE” สินค้าชิ้นเดียวจะต้องทำหน้าที่สารพัดประโยชน์ ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์

 

ขณะเดียวกัน ก็ต้อง “มาตรฐานสูง “SUPERGENIC” SUPER+GENIC” นอกจากจะแข่งเรื่องคุณภาพสินค้าแล้ว สิ่งที่ต้อง คำนึงถึงคือบริการน่าพึงพอใจ ที่จะมัดใจพวกเขาให้อยู่หมัด!!

มิสแซฟไฟร์

ที่มา http://www.thairath.co.th/content/469964

ตื่นก่อน…ตาย

มาตรฐาน

image

 

 

 

 

 

ตื่นก่อนตาย
คำบรรยายของ Dr. Richard Teo เศรษฐีเงินล้านและแพทย์ด้านความงามชื่อดังชาวสิงคโปร์อายุ 40 ปี ซึ่งพบว่าตัวเองป่วยเป็นมะเร็งปอดระยะสุดท้าย

 
ตอนผมยังเด็ก ผมเป็นตัวอย่างผลผลิตของสังคมในปัจจุบัน เป็นผลผลิตที่เรียกได้ว่าประสบความสำเร็จตามที่สังคมต้องการ ตั้งแต่เด็กมาแล้ว ผมมาจากครอบครัวที่ต่ำกว่ามาตรฐาน  ผมถูกพร่ำสอนจากสื่อต่างๆ จากผู้คนรอบๆ ตัวว่า… ความสุขเป็นเรื่องของความสำเร็จ และความสำเร็จที่ว่าก็เป็นเรื่องของความร่ำรวย ด้วยแนวคิดนี้ ผมจึงต้องต่อสู้ แข่งขัน อยู่เสมอตั้งแต่เป็นเด็ก…

 
เมื่อผมเริ่มสะสมเงินทอง ยิ่งผมมีมากเท่าไร ผมก็ยิ่งอยากมีมากขึ้นเท่านั้น ยิ่งต้องการอะไรมาก เราก็ยิ่งหมกมุ่นอยู่กันมัน ทั้งหมดที่ผมทำคือ สะสม ๆ ๆ เพื่อที่จะให้ไปถึงจุดสูงสุด เหมือนกับที่สังคมทำกับเรา เหมือนกับที่สังคมอยากให้เราเป็น เมื่อผมหมกมุ่นอยู่กับมันแล้ว อะไรอื่นก็ไม่มีความหมายสำหรับผมอีกต่อไป

 
นานมากแล้วที่เราหลงคิดไปว่าเราจะต้องเป็นฝ่ายรับ เราหลงลืมเสียสนิทว่าเราแทบจะไม่ได้ให้ใครเลยเว้นแต่ตัวเราเอง

 

วันสุดสัปดาห์ผมใช้ชีวิตยังไง? ผมสังกัดกลุ่มคนรักรถ supercar ผมชอบสะสมรถครับ ผมซื้อรถหรูๆ ขับไปถึงมาเลเซียโน่น เพื่อไปแข่งรถในสนามแข่ง นั่นละครับชีวิตของผม

 

เงินยังเหลืออีกเยอะ ทำอะไรอีก? ผมซื้อ Ferrari ครับ ตอนนั้น รุ่น 458 ยังนิยมมาก เปิดประทุนได้ด้วย (ชี้ใน slide) นี่เพื่อนสมัยมัธยมของผมครับ เป็นนายธนาคาร คันของเขาสีแดง ผมก็เลยต้องเลือกสีเงิน

 

พอได้รถแล้วทำอะไรอีก? ถึงเวลาที่ต้องซื้อบ้านแล้ว ผมเที่ยวหาทำเลสร้างบ้าน และก็สร้างบ้าน ดูผมใช้ชีวิตสิครับ ผมอยู่ท่ามกลางสังคมของคนร่ำรวยและมีชื่อเสียง คนนี้เป็น Miss Universe ผมไปดื่มไปเที่ยวกับคนพวกนี้ นี่ก็เป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้ง Facebook มหาเศรษฐีพันล้านเชียวนะครับ ร้านอาหารก็ต้องระดับ Michelin เท่านั้น

 

ตอนนั้นผมถึงจุดที่ได้ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตแล้ว ผมถึงจุดสูงสุดในวิชาชีพของผม นี่คือรูปผมเมื่อปีก่อน กำลังเล่น Gym อยู่ หล่อล่ำเลย ตอนนั้นผมคิดไปว่าทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ภายในการควบคุมของผมและผมถึงยอดเขาแล้ว

 

แต่…ผมผิดถนัดครับ ทุกอย่างไม่ได้อยู่ในการควบคุมของผม ปีที่แล้วเดือนมีนาคม ผมเริ่มรู้สึกเจ็บตรงกลางหลัง ตอนนั้นคิดไปว่าอาจจะออกกำลังกายมากเกินไป ผมจึงไปโรงพยาบาล พบเพื่อนผม ผมทำ MRI เพื่อดูว่าอาจจะมีหมอนรองกระดูกหลังเคลื่อนหรือเปล่า.
เย็นวันนั้น เพื่อนผมโทรมาบอกว่า “กระดูกสันหลังของนายดูเหมือนจะมีเนื้องอกอะไรบางอย่างนะ” ผมตอบไปว่า “ว่าไงนะ มันหมายความว่ายังไง?” อันที่จริงผมรู้ความหมายดี แต่ไม่ยอมรับความจริง “พูดจริงหรือเปล่า” ตอนที่คุยนั้น ผมยังวิ่งอยู่ใน Gym อยู่เลยคุณรู้หรือเปล่า

 

วันถัดมาผมทำ scan ต่างๆ เพิ่มเติม รวมทั้ง PET scan ด้วย สุดท้ายก็สรุปว่า… ผมเป็นมะเร็งปอดระยะสุดท้าย

 

ตอนนั้นผมคิดในใจว่า “มันมาจากไหนกันวะ” มะเร็งลามไปสมอง ไปกระดูกสันหลัง ไปตับและต่อมหมวกไตเรียบร้อยแล้ว พวกคุณลองคิดดู ผมคิดว่าผมควบคุมทุกอย่างในชีวิตได้ ผมถึงจุดสูงสุดในชีวิตแล้ว แต่ฉับพลันผมก็สูญเสียมันไปในทันที
เมื่อผมเผชิญหน้ากับความตาย ผมได้ลอกคราบตัวเองออกทั้งหมด เหลือไว้เพียงสิ่งที่สำคัญที่สุดเท่านั้น ที่น่าขำก็คือ เมื่อเราเรียนรู้ว่าเราจะตายอย่างไร นั่นแหละเราถึงจะเรียนรู้ว่าเราจะมีชีวิตอย่างไร
อย่าให้สังคมบอกคุณว่าคุณจะใช้ชีวิตอย่างไร อย่าให้สื่อต่างๆ บอกคุณว่าคุณควรจะทำอะไร สิ่งเหล่านั้นเคยเกิดขึ้นกับผมมาแล้ว ผมปล่อยให้ชีวิตผมจมไปกับความคิดที่ว่าสิ่งเหล่านี้จะนำความสุขมาให้

 

ผมหวังว่าคุณจะใคร่ครวญกับเรื่องนี้และตัดสินใจเลือกว่าจะใช้ชีวิตของคุณเองอย่างไร ไม่ใช่เพราะคนอื่นบอกให้คุณทำ

 

คุณต้องตัดสินใจว่า… คุณจะให้เฉพาะแต่ตัวคุณเอง หรือจะสร้างความแตกต่างขึ้นในชีวิตของผู้อื่น เพราะความสุขที่แท้จริงไม่ได้มาจากการให้อะไรกับตัวเอง ผมเคยคิดว่ามันเป็นเช่นนั้น แต่มันกลับไม่เป็นอย่างนั้นเลย
(Dr. Richard Teo ได้เสียชีวิตลงในวันที่ 18 ตุลาคม 2012 ขอให้ดวงวิญญาณของเขาจงไปสู่สุขคติ)
อ่านฉบับเต็มจาก http://goo.gl/yuT2P
ภาพจาก http://www.richardteo.com/

9 สิ่งที่ควรสอนลูก

มาตรฐาน

0.4

9 สิ่งจำเป็นสำหรับชีวิตที่ควรสอนให้ลูก 
โดย ดร.สุพาพร เทพยสุวรรณ

หน้าที่ของพ่อแม่ คือ การอบรมสั่งสอนให้ลูกเป็นคนมีความอดทน มีความพยายาม รวมทั้งมีใจขวนขวายหาความรู อีกทั้งสอนให้ลูกมีทักษะในการพูด อ่าน เขียน ครอบครัวเป็นสถาบันที่มีความสำคัญเป็นอันดับต้นของการพัฒนาการเรียนรู้สำหรับเด็ก การให้ความรู้ทางด้านวิชาการเป็นสิ่งที่สำคัญ

แต่….การสอนบทเรียนในการใช้ชีวิตก็เป็นสิ่งที่จำเป็นไม่แพ้กัน 9 สิ่งเรื่องจำเป็นที่ควรสอนให้ลูกมีดังต่อไปนี้

1.ให้เรียนรู้อันตรายจากคนแปลกหน้า เด็กทุกวัยควรได้รับการสอนเรื่องการระวังคนแปลกหน้า ระแวดระวังในสภาพแวดล้อมต่างๆ และหลีกเลี่ยงการพูดคุยกับคนแปลกหน้า การสอนเรื่องอันตรายจากคนแปลกหน้านี้ รวมไปถึงให้ระวังเมื่อเวลาคนแปลกหน้ามาขอความช่วยเหลือ ถามทาง หรือถามหาสุนัขที่หลงหาย

อีกทั้งควรสอนเด็กว่า ไม่ควรพูดคุยทักทาย หรือรับขนม หรือของเล่นจากคนแปลกหน้า

2.การปฏิบัติตัวเมื่อถูกทำร้าย การทำร้ายไม่ว่าจะเป็นร่างกาย ทางวาจา หรือทางอินเทอร์เน็ต ในฐานะผู้ปกครองเราต้องคอยสังเกตพฤติกรรมของลูก และสอนวิธีปฏิบัติตัวในกรณีถูกทำร้ายโดยให้เด็กบอกพ่อแม่ ผู้ปกครอง ครู

3.ความสำคัญของการรู้จักคุณค่าในตัวเอง สิ่งที่เป็นเกราะป้องกันจากการถูกทำร้าย การคบเพื่อน รวมทั้งความกดดันทางด้านวิชาการ คือ การรู้จักคุณค่าในตัวเอง คุณพ่อคุณแม่ควรให้คำชมเชย และกำลังใจแก่ลูกเมื่อลูกพยายามทำสิ่งใดก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นสิ่งเล็กๆ น้อยๆ เช่น ชมเชยเมื่อลูกทำการบ้านเสร็จ แต่เมื่อลูกล้มเหลวก็ควรช่วยให้กำลังใจเพื่อที่ลูกจะมีความพยายามทำให้สิ่งนั้นสำเร็จอีกครั้ง การให้ลูกเป็นคนรู้จักคุณค่าในตัวเองนั้นตัองปลูกฝังอย่างสม่ำเสมอตั้งแต่อยู่ในวัยเด็ก

4.การมีมารยาทที่ดี กิริยามารยาทที่ดีเป็นสิ่งที่ต้องสอนเมื่ออายุยังน้อย ไม่ว่าจะเป็นคำพูดอย่างสุภาพ เช่น ขอบคุณ ขอโทษ การยกมือไหว้ผู้ใหญ่ การแสดงความสุภาพทั้งวาจา และความประพฤติเหล่านึ้เป็นพื้นฐานง่ายๆ ที่คุณพ่อคุณแม่สามารถสอนลูกตั้งแต่เขายังเล็กๆ

5.สอนให้ลูกรับผิดชอบ และทำงานบ้าน โดยการเขียนรายการที่ต้องทำในแต่ละวัน สอนให้เด็กๆ ทำความสะอาดเมื่อทำหกเลอะเทอะ สอนให้รู้ว่าหากทิ้งไว้จะมีผลเสียอย่างไร หรืออาจจะใช้วิธีให้รางวัลเล็กๆ น้อยๆ เมื่อทำงานเสร็จสมบูรณ์ครบถ้วนก็เป็นแรงจูงใจที่ดี

6.สอนให้ลูกรู้จักคุณค่าของเงิน โดยคุณพ่อคุณแม่ฝึกให้ลูกหยอดเงินเก็บในกระปุกออมสินตั้งแต่ลูกยังอายุน้อย สอนให้รู้จักคุณค่าของเงินเมื่อไปซื้อของ หรือเมื่อเวลาลูกอยากได้ของเล่น หรือขนม ให้ลูกเก็บเงินซื้อเอง หรือต้องทำงานบ้านอะไรบ้าง หรือต้องทำความดีอะไรบ้างเพื่อแลกกับของเล่นชิ้นนั้น ให้กำลังใจลูก และทำให้ดูเป็นตัวอย่างไม่ว่าจะเป็นการเก็บเงิน หรือการใช้จ่ายเงินอย่างรอบคอบ

7.สอนให้ลูกออกกำลังกาย เพราะการออกกำลังกายเป็นการฝึกกล้ามเนื้อเล็ก และกล้ามเนื้อใหญ่ให้แข็งแรง ในขณะที่สอนเรื่องคุณค่าในตัวเอง การให้ความรัก และการปฏิบัติตัวเมื่อถูกทำร้ายเป็นสิ่งที่สำคัญ การออกกำลังทางกายก็เป็นสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน โดยทำให้การออกกำลังกายเป็นกิจกรรมของครอบครัว เช่น การวิ่ง หรือการปั่นจักรยานรอบๆ หมู่บ้านกันทั้งคุณพ่อ คุณแม่ และเด็กๆ ซึ่งจะทำให้ทั้งครอบครัวมีสุขภาพร่างกายแข็งแรงไปด้วยกัน

8.ไม่ตัดสินเมื่อเห็นคนอื่นมีความแตกต่างจากเรา เด็กไม่เข้าใจความหมายของการเกลียดเด็กอื่นเหมือนที่ผู้ใหญ่เกลียด  การแบ่งชนชั้น  การดูถูกคน การเห็นว่าตัวเองดีกว่าผู้อื่น  การดูถูกผู้อื่นไม่ว่าจะเป็นทางด้านร่างกายหรือทางวาจาเป็นสิ่งที่ไม่ควรกระทำ  น่าเสียดายที่พฤติกรรมเหล่านี้เด็กๆ เรียนรู้จากเพื่อน หรือจากการเข้ากลุ่มทางสังคม  ดังนี้ คุณพ่อคุณแม่จึงควรสอนให้ลูกรู้ว่า การคิดที่แตกต่างกัน การที่เราแตกต่างจากคนอื่นไม่ใช่สิ่งที่ผิดปกติ น่ากลัว หรือประหลาด

อธิบายให้ลูกฟังว่าเราทุกคนต่างมีความแตกต่างกัน และทุกคนเป็นคนพิเศษไม่เหมือนใคร และต่างต้องการเพื่อน และการพึ่งพาอาศัยกัน

9.เราสามารถเป็นตัวของตัวเองได้ เด็กบางคนเป็นนักฟุตบอล บางคนเป็นจิตกร บางคนชอบรัองรำทำเพลงบางคนชอบเล่นดนตรี คุณพ่อคุณแม่ควรส่งเสริมให้ลูกหางานอดิเรกที่ลูกชอบ และเหมาะสมกับลูก โดยให้ลูกทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกับเพื่อนๆ และทำอย่างสร้างสรรค์ ช่วยให้ลูกกล้าแสดงออกและเรียนรู้ที่จะค้นพบทักษะใหม่ๆ ด้วยตัวเอง สิ่งเหล่านี้จะเป็นการช่วยเพิ่มความมั่นใจ และความเป็นตัวของตัวเองให้แก่ลูก

บทเรียนเหล่านี้เป็นสิ่งที่สำคัญ และจำเป็นสำหรับลูก และเป็นสิ่งที่เริ่มสอนได้ที่บ้าน การปฏิบัติให้ลูกเห็นเป็นตัวอย่าง การเห็นความสำคัญ ทำให้ลูกได้รับการซึมซับสิ่งเหล่านี้เข้าไปทีละเล็กละน้อย เพื่อที่ลูกจะเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่ประสบความสำเร็จในอนาคต ขอเป็นกำลังใจให้ทุกครอบครัวเสมอค่ะ

ข้อมูลอ้างอิง
http://parenting.allwomenstalk.com/

02 - Copy - Copy

แม่

อาหารผู้ป่วยมะเร็ง :: ต้มยำผักรวมเห็ดหูหนูขาว

มาตรฐาน

02 - Copy

การประกอบอาหารของผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ซ้ำทุกๆ วันอาจจะทำให้ผู้ป่วยเบื่ออาหารได้ ดังนั้นควรจะมีการเปลี่ยนแปลงเมนูบ้าง ซีอิ้วขาวที่ใช้ควรเป็นซีอิ้วขาวที่มีโปรแทสเซียมสูงกว่าโซเดียม ซึ่งอาจซื้อได้ตามท้องตลาดทั่วไป ถ้าการทำอาหารนั้นมีอยากใช้กระเทียมโรยหน้า ก็มิควรใช้กระเทียมทอด แต่ให้ใช้เป็นกระเทียมอบแทน ทุกรายละเอียดเล็กน้อยมีความสำคัญอย่างมากกับการบำบัดผู้ป่วย ซึ่งผู้ดูแลผู้ป่วยต้องให้ความสำคัญกับทุกสิ่งทุกอย่าง

สูตรอาหารผู้ป่วยมะเร็ง :: ต้มยำผักรวมเห็ดหูหนูขาว

ส่วนประกอบ
1. ซุปโปรแทสเซียม (วิธีทำอยู่ด้านล่างนะคะ)
**น้ำซุปนี้จะเป็นส่วนประกอบสำคัญในทุกสูตรอาหาร :: สูตรอาหารอื่นจะนำเสนอต่อไปในภายหลังค่ะ**
2. ข้าวโพดอ่อนหั่นตามขวาง
3. แครอทหั่นสี่เหลี่ยม
4. ดอกกะหล่ำคลี่เป็นช่อเล็กๆ
5. เห็ดหูหนูขาวหั่นพอดีคำ
6. พริกขี้หนู
7. มะนาว
8. ผักชีฝรั่ง
9. ซีอิ้วขาว
10. ข่า
11. ตะไคร้
12. ใบมะกรูด
13. มะเขือเทศ
14. หอมแดง

วิธีทำ
1. นำน้ำซุปโปรแทสเซียมใส่หม้อตั้งไฟให้เดือด
2. ใส่เครื่องต้มยำ, ใบมะกรูด
3. จากนั้นก็ใส่ผักที่เตรียมไว้แล้วลงไป
4. เมื่อสุกแล้วปรุงรสด้วยพริก ซีอิ้วขาว มะนาว ผักชีฝรั่ง ชิมรสให้เปรี้ยวนำสำหรับผู้ป่วยมะเร็ง จะช่วยให้ผู้ป่วยทานอาหารได้มากขึ้น

น้ำซุปโปรแทสเซียม
น้ำซุปโปรแทสเซียมนั้นใช้เป็นส่วนประกอบของการทำอาหารทุกชนิด เพราะว่าการทำอาหารสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งจะไม่ใช้น้ำมัน ดังนั้นจึงต้องใช้น้ำซุปโปรแทสเซียมแทนน้ำมัน

ส่วนประกอบ
1. น้ำสะอาด
2. กะหล่ำปลี
3. แครอท
4. มันฝรั่ง
5. หอมใหญ่
6. มะเขือเทศ

วิธีทำ
นำน้ำสะอาดและผักต่างๆ ใส่หม้อตั้งจนเดือด เคี่ยวนานประมาณ 2 ชั่วโมงถึง 2 ชั่วโมงครึ่ง

หมายเหตุ: ข้อมูลทางสุขภาพที่ทางเพจไม้ภูตะวันโพสต์ทั้งหมด มีจุดประสงค์เพื่อให้การศึกษาและให้ข้อมูลเท่านั้น ไม่ใช่วินิจฉัยหรือรักษาโรค และเพื่อความปลอดภัย ท่านผู้อ่านที่มีโรคประจำตัวหรือความเสี่ยงต่อโรคสูงจำเป็นต้องปรึกษาแพทย์ที่ดูแลท่านก่อนนำข้อมูลไปใช้.

ขอบคุณข้อมูลจาก คุณพิมลมาลย์ผู้ป่วยมะเร็งปอดที่เอื้อเฟื้อข้อมูลดีดีแก่ผู้ป่วยมะเร็งท่านอื่น (ขอผลบุญจากความกรุณานี้จงบังเกิดกับท่าน)/ phimonmarn.com
ขอบคุณรูปจาก unitedmushroom.com

 

https://www.facebook.com/mAiPhUtAwAn/photos/a.390030631026817.105025.192620464101169/825221544174388/?type=1&theater

กฏ 3 ข้อ ในการเลือกของเล่น

มาตรฐาน

02 - Copy - Copy

อัจฉริยภาพ” คือ ความสามารถในการแก้ปัญหา ไม่ว่าจะเป็น ปัญหาระดับเด็กๆ ที่แย่งของเล่นกัน หรือปัญหาระดับชาติ สิ่งนี้พัฒนาไปตามวัย และปัญหาก็ยากง่ายซับซ้อนขึ้นไปตามอายุของเราที่โตขึ้นมา

ดังนั้น การเลือกของเล่นพัฒนาสมอง มีกฎหลักๆ 3 ข้อ

>> ซื้ออะไรให้สมองลูกดี โดย หนูดี วนิษา เรซ

สมมติว่า เรามีงบ 1 หมื่นบาทสำหรับซื้อของเล่น หรืออุปกรณ์พัฒนาฝึกสมองให้กับลูก เราจะซื้ออะไรดี

หนูดีมักเจอคำถามแบบนี้บ่อย อาจจะไม่ได้ตั้งงบมาให้ แต่เป็นการถามว่า “จะซื้อของเล่นอะไรให้ลูกดี ลูกถึงจะเป็นอัจฉริยะ

อันดับแรกเราคงต้องย้อนกลับไปดูนิยามคำว่า `อัจฉริยะ´ ของแต่ละคนกันก่อน เพราะเราแต่ละคนมีนิยามคำนี้ไม่เหมือนกันแน่ๆ

สำหรับหนูดีเอง คำนิยามนั้นอยู่ในหนังสือ “อัจฉริยะสร้างได้” นั่นก็คือ…

`อัจฉริยภาพ´ของคนมีหลายด้านและทุกคนมีแล้วในตัว …ปัญหา คือ สำหรับหลายๆ คน มันซ่อนอยู่และไม่โชว์ตัวออกมาเป็นศักยภาพที่จับต้องได้เสียที

ตรงนี้ล่ะที่พ่อแม่และโรงเรียนจะต้องมีบทบาทเข้ามาพัฒนาเด็กๆ ร่วมกัน เพื่อให้เขาแสดงออกมาให้กับโลกภายนอกมองเห็นได้

แต่สำหรับหนูดีแล้ว เหนือสิ่งอื่นใด “อัจฉริยภาพ” คือ ความสามารถในการแก้ปัญหา ไม่ว่าจะเป็น ปัญหาระดับเด็กๆ ที่แย่งของเล่นกัน หรือปัญหาระดับชาติ

สิ่งนี้พัฒนาไปตามวัย และปัญหาก็ยากง่ายซับซ้อนขึ้นไปตามอายุของเราที่โตขึ้นมา

ดังนั้น การเลือกของเล่นพัฒนาสมอง มีกฎหลักๆ 3 ข้อ…

::::::::::::::::::

1. พ่อแม่ คือ ของเล่นราคาแพงที่สุดของลูก หากของเล่นชิ้นไหน พ่อแม่เล่นด้วยได้ พูดคุยสอนลูกไปด้วยได้ ของเล่นชิ้นนั้นจะนับว่าได้คะแนนสูง

2. ของเล่นต้อง “ไม่คิดมาให้เด็กแล้วทั้งหมด” นั่นก็คือ หากเป็นของเล่นที่ซับซ้อน มีการคิดกระบวนการเล่นไว้แล้วเสร็จสรรพ เด็กไม่ต้องคิด ไม่ต้องทำอะไรเลย แค่เล่นไปให้จบตามที่คนออกแบบของเล่นกำหนดไว้ ก็เพียงพอแล้ว    อันนี้ ไม่สนับสนุน เพราะจะเป็นการฝึกให้ลูกเราไม่ต้องคิด ฝึกให้เป็นผู้ตามอย่างเดียว ของเล่นมันสร้างสรรค์เกินจนกลายเป็นผู้นำของเด็กโดยไม่เจตนา

สังเกตว่า ของเล่นแพงๆ มักอยู่ในกลุ่มนี้ แถมมักจะเป็นกลุ่มเสียบปลั๊กใช้ไฟฟ้าด้วย เช่น เกมวิดีโอต่างๆ หรือเกมที่มีการเริ่มต้น กลาง จบที่ชัดเจน

3. ระลึกไว้เสมอว่า ของเล่นที่ดีคือ “เป็นของเล่นแค่ 10% ส่วนอีก 90% ต้องเป็นจินตนาการของลูก”  เพราะจะฝึกให้เด็กได้ออกแบบวิธีเล่นเอง คิดและสร้างสรรค์เอง ของเล่นประเภทนี้จะดูบ้านๆ มาก ราคาไม่แพง เช่น กิ่งไม้ ใบตอง เครื่องครัวดินเผา ม้าก้านกล้วย สาคู ถ้วยตวง หุ่นนิ้วมือ หุ่นมือ โรงหุ่นทำจากลังกระดาษ ลังกระดาษเปล่าๆ ฯลฯ

หรือถ้าจะเล่นให้หรูขึ้นมาหน่อย ก็คือ ไม้บล็อคแบบไม้จริง อันนี้ หนูดียินดีให้ทุ่มทุนไปเลย ซื้อมาหลายๆ เซ็ตแล้วให้ห้องเด็กเป็น “ห้องบล็อค” ไปห้องหนึ่งเลย ไม่ต้องรื้อแต่ให้เขาสร้างเพิ่มไปเรื่อยๆ

ไม้บล็อคช่วยสร้างกระบวนการคิดหลายอย่าง โดยเฉพาะทักษะคณิตศาสตร์ เด็กที่เล่นบล็อคมาเยอะจะเข้าใจคอนเซปต์คณิต โดยเฉพาะเรื่องรูปทรงและปริมาตรเร็วมากจนน่าทึ่ง

อีกสิ่งที่เล่นได้ดีไม่แพ้บล็อคคือ เลโก้ ต้องขอคารวะคนคิด วิธีการเลือกง่ายดาย ยิ่งเด็กอายุน้อยเท่าไร ยิ่งต้องเลือกของเล่น หรือพู่กัน ดินสอ แปรง ที่อันใหญ่ขึ้นเท่านั้น เพราะกล้ามเนื้อมือยังไม่แข็งแรง

ดังนั้น มีบล็อคและเลโก้เท่านั้น ที่เป็นของแพงแล้วมาอยู่ใน Category ของเล่นที่น่าเลือกลงทุน

นี่คือ คำแนะนำสำหรับเด็กเล็กในวัยอนุบาล ซึ่งในการพัฒนาสมองเด็กวัยนี้ ไม่ต้องใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ใดๆ ไม่ควรให้เด็กมาเล่นเกมในมือถือของพ่อแม่ 

อย่าเห็นว่าน่ารักหากลูกวัยอนุบาลรับมือกับหน้าจอเป็น เล่นเกมนี้เกมนั้นได้อย่างคล่องแคล่ว เพราะหน้าจอกับเด็กเล็กไม่ใช่สิ่งที่คู่ควรกัน สมองของเด็กจำเป็นต้องได้เรียนรู้จากของ “สามมิติ” คือ จับต้องได้ มีรูปทรง ไม่ใช่ของในหน้าจอ

::::::::::::::::::

ส่วนวัยพี่ประถมนั้น หากมีงบ 1 หมื่น หนูดีจะลงทุน “ซื้อหนังสือ” แน่นอนว่า ในปัจจุบัน เราดาวน์โหลดในหน้าจอได้ แต่การอ่านหนังสือจากหน้าจอนั้นทำร้ายดวงตากว่าที่เราคิด

แม้จะมีการโฆษณาว่า หน้าจอรุ่นใหม่ถนอมสายตาอย่างไรก็ตาม คนขายของก็ต้องบอกว่า ของเขาดีอยู่แล้ว แต่สำหรับหนูดีแล้ว สิ่งใดก็ตามที่ไม่ได้รับการพิสูจน์โดยงานวิจัยต่อเนื่องเกิน 10 ปีขึ้นไป ก็ขอไม่เชื่อถือไว้ก่อน เพราะไม่อยากเป็นหนูทดลอง

วันนี้ หากเราเป็นพ่อแม่วัยอนุบาล ลองมองหาของเล่นที่เป็นของเล่นแค่ “10%” ดู ส่วนพี่ประถม หากพ่อแม่มีงบไม่เกิน 1 หมื่นก็มองหนังสือดีๆ เป็นตัวเลือกแรกๆ แล้วคุณจะไม่ผิดหวัง

::::::::::::::::::

เรื่องโดย : วนิษา เรซ

ที่มา : คอลัมน์ ฉลาดสุขกับหนูดี – กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

 

19 อย่างที่พวกขี้แพ้ / ไม่มีความสุขมักคิดและทำ

มาตรฐาน

02 - Copy - Copy

19 สิ่งที่คนไม่มีความสุขเค้าทำกัน

มีความสุขมั้ยครับ ถ้ามีอยู่ก็ข้ามโพสต์นี้ไปได้เลย (นี่ ไล่แขก)

แต่ถ้าคุณไม่มีความสุข คงต้องมาเช็คตัวเองกันดูแล้วว่าทำไมไม่มีความสุข นั่นก็คือ ทุกข์ ทุกข์แล้วก็ต้องหาเหตุแห่งทุกข์ คือ สมุทัย …

ชักจะออกทะเลไปไกล นี่ไม่ใช่เว็บไซต์สอนศาสนา มาเข้าเรื่องกัน

ไปเจอบทความเรื่อง 19 Things Unhappy People Do มาจากเว็บไซต์ Business Insider มา อ่านแล้วเข้าตัว ก็เลยอยากนำมาเรียบเรียง ส่งต่อและแบ่งปันกัน อ่านจบแล้วจะได้รู้ว่า ควรเปลี่ยนตัวเองไปในทางไหนดี จะได้เอาไปปรับใช้กับการทำงานได้ด้วย

ขออนุญาตเรียบเรียงใหม่เป็นภาษาพูดในแบบตัวเอง ถ้าพร้อมแล้วก็ไปกันเลยครับ

1. พวกเขากังวลกับสิ่งที่ตัวเองเปลี่ยนแปลงไม่ได้แล้ว
พวกคนไม่มีความสุขมักจะกังวลกับสิ่งที่มันเกิดขึ้นไปแล้ว ประมาณว่า ถ้าตอนนั้นทำแบบนี้จะเป็นยังไงนะ? และแทนที่จะมานั่งคิดถึงสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้แล้ว   พวกนี้ ทำไมไม่เรียนรู้จากสิ่งเหล่านั้นและปรับปรุงให้มันดีขึ้นในครั้งต่อไปแทนล่ะ เอาเข้าจริงแล้วมานั่งรู้สึกผิดกับอดีตเป็นเวลานาน ๆ มันก็ไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้นมา ไป! ไปสู้!

2. พวกเขาล้มเลิกเมื่อสิ่งที่ทำอยู่มันยากขึ้น
พวกที่ไม่มีความสุขมีแนวโน้มจะเลิกทำสิ่งที่ทำอยู่หากมันกลายเป็นความท้าทาย เป็นการแข่งขัน ก็ล้มเลิกมันง่ายกว่านี่นาถ้าแข่งไปก็ต้องแพ้ เพราะคิดแบบนี้เลยไม่มีความสุข เพราะสิ่งที่ได้จากการยอมแพ้ก็มีเพียงแค่ความรู้สึกว่าถูกปราบลงเท่านั้น ทางที่ดีก็ต้องพยายามทำต่อไปโดยไม่ต้องไปคิดถึงผลของมันมากนัก ทำไปในแบบที่อยากจะทำ ทำจนกว่ามันจะเกิดขึ้นให้ได้ ไป! ไปสู้! จะได้ไม่ต้องมานั่งอมทุกข์เป็นไอ้ขี้แพ้ที่ทำอะไรก็ไม่สำเร็จอยู่แบบนี้

3. พวกเขาจริงจังกับตัวเองมากเกินไป
คนที่จริงจังกับตัวเองเกินไปมีแนวโน้มที่จะจริงจังกับชีวิตมากเกินไปด้วย ถ้ายังมีโอกาสที่ย้อนกลับมาหัวเราะในความไร้สาระของชีวิตตอนนี้ได้บ้าง มันก็คงจะดี ไป! ไปขำ!

4. พวกเขาไม่ออกกำลังกาย
ข้อนี้แทบไม่ต้องอธิบายครับ ยิ่งออกกำลังกายมากเท่าไหร่ คุณก็ยิ่งรู้สึกดีกับตัวเองมากเท่านั้น อีกทั้งอารมณ์ยังดีขึ้นมาเพราะสาร… เอ่อ สารอะไรซักอย่างที่จะหลั่งออกมาแล้วทำให้คุณมีความสุข ผมคิดไม่ออก เพราะผมไม่ได้ออกกำลังกาย!

5. พวกเขาตั้งเป้าหมายที่ตัวเองไม่สามารถไปถึงได้
เราทุกคนรู้กันดีว่าการตั้งเป้าหมายให้ตัวเองเป็นสิ่งสำคัญ และวิธีเดียวที่จะไปให้ถึงเป้าหมายก็คือการลงมือทำให้สำเร็จ แต่มันก็อาจจะเป็นปัญหาขึ้นได้เมื่อเป้าหมายที่ตั้งไว้มันสูงเกินจะบรรยายเกินไป การตั้งมาตรฐานไว้สูงเกินเอื้อมถึงโดยไม่เจียมตัวจะทำให้คุณนั่นแหละที่จะรู้สึกผิดหวังเองตอนทำไม่ได้

วิธีแก้ก็คือฝันให้เล็กลงก่อน แล้วคุณก็จะรู้สึกดีขึ้นเมื่อทำมันได้สำเร็จ จำเอาไว้ว่าไม่มีใครเพอร์เฟ็กต์!

ผมคิดว่าข้อนี้คนเป็นกันเยอะ อาจมาจากการที่เราได้เห็นคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ที่ประสบความสำเร็จออกสื่อกันมากมายทั้งไทยและต่างชาติ แต่อย่าลืมว่าพวกนี้เป็นคนส่วนน้อยในสังคมที่ทำได้ขนาดนั้น ไม่ใช่ว่าเราจะล้มเหลวซักหน่อย ไอ้พวกนี้มันแค่ไปได้เร็วกว่าเท่านั้นเอง

6. พวกเขากินอาหารตามใจปาก
ยัง-ต้อง-อธิบาย-อีก-เหรอ-ครับ

มันมีแต่ผลเสียกับตัวเองแน่นอน หลัก ๆ เลยก็เรื่องอ้วน จริง ๆ แล้วคนเราจะกินของพวกนี้นิด ๆ หน่อย ๆ ก็ไม่ใช่ปัญหาอะไร แต่ถ้ามัวแต่กิน กิน กินโดยไม่คำนึงถึงเรื่องสุขภาพเลย ผลมันก็ออกมาแบบที่เป็นกันอยู่นี่แหละครับ เตงเค้าอ้วนมั้ยยยย?, สิ้นเดือนจะไปวิ่งแล้ว!, ถ้าผอมแล้วอย่ามาง้อ! ฯลฯ ถ้ากินดี ๆ ตั้งแต่แรกก็ไม่ต้องมาเครียดกันแล้ว

7. พวกเขานอนไม่มากพอ
การนอนที่มากพอจะส่งผลกับชีวิตในวันถัดไปของคุณ ว่าคุณจะมีความสุขและประสิทธิภาพในการทำงานมากน้อยแค่ไหน คุณอาจจะคิดว่าการทำโอทีเป็นไอเดียที่ดี แต่การทำงาน (และก็ทำอย่างอื่นด้วย) ควรมาพร้อมกับการหลับที่สบายในตอนกลางคืนด้วยเช่นกัน ลุกออกจากโต๊ะทำงานไปนอนกันเดี๋ยวนี้เลยครับ (พูดเล่น)

8. พวกเขาใส่ใจในความอ่อนแอของตัวเอง ไม่ใช่ความแข็งแกร่งที่มี
จากกรณีนี้วิธีแก้ก็ไม่ยาก ไปโฟกัสที่จุดแข็งครับ (ไม่ได้หมายถึงอวัยวะ) การพัฒนาตัวเองเป็นสิ่งสำคัญ คุณต้องรู้ให้ได้ก่อนว่าตัวเองมีดีตรงไหน พวกคนที่ไม่มีความสุขเค้ามักจะใส่ใจกับความอ่อนแอของตัวเองอยู่แบบนั้นแทนที่จะทำตัวเองให้ดีขึ้น เราควรรู้ว่าตัวเองมีข้อเสียอะไร แต่ไม่ควรปล่อยให้ข้อเสียนั้นมันทำลายเรา ไป! ไปสู้!

9. พวกเขาใช้เวลามากมายหมดไปกับโซเชียลมีเดีย
ข้อนี้คนเขียนเค้าว่าเป็นเรื่องใหญ่ (This one is a biggie!) เพราะทุกวันนี้ผู้คนเอาชีวิตไปออนไลน์แทบหมด และผลกระทบที่ได้กลับมาจากสังคมถ่าย – โหลด – แชร์พวกนี้อย่างแรกเลยก็คือการเปรียบเทียบตัวเองกับเพื่อนคนอื่น ๆ เช่นเพื่อนได้งานใหม่, เพื่อนแต่งงาน, เพื่อนมีลูก, เพื่อนทีไอ้นั่นไอ้นี่ พอเห็นใครได้ดีกว่าแล้วมันก็บั่นทอนตัวเอง ทั้ง ๆ ที่โซเขียลมีเดียเค้าก็อวดตัวเองกันทั้งนั้นแหละครับ เสพมากไปใจก็ทุกข์

ลองถอยห่าง (อย่าผวน) จากจอคอมพิวเตอร์และมือถือออกมามองโลกด้วยตาคุณเองบ้าง พวกคนที่ไม่มีความสุขมีแนวโน้มที่จะเป็นทุกข์เพราะมัวแต่กังวลว่าชีวิตพวกเขาจากสายตาคนอื่นที่มาดูโปรไฟล์นั้นจะเป็นยังไง ออกมาดีพอหรือยัง ถ้ามัวแต่ใส่ใจโลกเสมือนอยู่แบบนี้ ก็ไม่น่าจะมีความสุขได้

10. พวกเขาเอาแต่อยู่ในพื้นที่ปลอดภัย
การอยู่ใน comfort zone ดูไม่น่าจะทำให้คนมีทุกข์ได้ใช่มั้ยครับ เพราะมันก็ไม่มีความเสี่ยงอะไร สบายใจดี แต่การอยู่ในนี้นานเกินไปก็ทำให้คุณพลาดโอกาสดี ๆ ที่จะได้เจอสิ่งใหม่ ๆ ในชีวิตนี้ด้วย แฟคเตอร์หลักของข้อนี้ที่ทำให้คนไม่มีความสุขก็คือความน่าเบื่อนั่นเอง และก็แก้ไขได้ไม่ยาก ออกไปทำอะไรใหม่ ๆ ทำอะไรที่มีความเสี่ยง (ณ ตอนนี้ผมอยากให้เปิดเพลงเรือเล็กควรออกจากฝั่งของบอดี้แสลมประกอบไปด้วย) ไม่ได้หมายความว่าคุณจะต้องออกไปเล่นกีฬาผาดโผน แต่หมายถึงว่าให้ลองทำอะไรที่ต่างออกไปจากชีวิตปกติที่ทำอยู่บ้าง ทำอะไรมัน ๆ หรือจะออกไปหางานใหม่ที่ท้าทายก็ได้ครับ

จะออกไปแตะขอบฟ้า แต่เหมือน HR ไม่ดูโปรไฟล์ ~~~

11. พวกเขากังวลสิ่งที่คนอื่นคิด
พวกที่ไม่มีความสุขมักจะเอาแค่ใส่ใจว่าคนอื่นจะคิดยังไง มันมีหนทางมากมายที่คุณจะทำให้คนพวกนั้นพอใจได้ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ‘รักตัวเอง!’

12. พวกเขาขี้นินทา
วัน ๆ เอาแต่นินทาชาวบ้านก็ไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้นครับ อาจจะฟินที่ได้เสพความผิดพลาดหรือเรื่องเสียหายของคนที่กำลังพูดถึงอยู่ แต่ตัวคุณเองก็ไม่ได้อะไรมากไปกว่าความปากเสียที่เลเวลอัพเช่นกัน ไป! ไปทำอย่างอื่นที่มันสร้างสรรค์!

13. พวกเขาทำงานมากไป
ในบางครั้งก็ควรจะพักจากการทำงานทำการมาใส่ใจตัวเองกันบ้าง เดี๋ยวตายคาโต๊ะกันพอดี

14. พวกเขาแยกตัวออกจากสังคม
พอคนพวกนี้เจอเรื่องยาก ๆ พวกเขาจะหลีกหนีจากคนที่แคร์ แต่การใช้เวลาร่วมกับครอบครัวหรือเพื่อนสนิทตอนที่คุณกำลังแย่ทำให้อาการพวกนี้ดีขึ้น อยู่กับคนที่สบายใจในยามทุกข์ เขารู้ เขาก็ทำให้เรามีความสุขขึ้นได้ ถ้ามัวแต่ไปนั่งอินดี้อยู่คนเดียวในห้องเงียบ ๆ แล้วมันจะมีอะไรดีขึ้นได้ยังไง จริงมั้ย?!

15. พวกเขาไม่เคยตามใจตัวเอง
ผู้คนที่มีความสุขมักจะรู้ว่าตัวเองอยากไปเที่ยวตอนไหน อยากได้เสื้อผ้าใหม่ก็ออกไปซื้อ อยากทำอะไรก็ทำ แต่พวกที่ไม่มีความสุขก็มักจะหลงลืมที่จะใส่ใจตัวเอง มัวแต่สนใจคนอื่น หรือไม่ก็ยุ่งอยู่แต่กับการทำงานหาเงิน เงิน เงิน เงิน แล้วก็เงินนั่นเอง

16. พวกเขาโอเคในการอยู่กับที่
เท่าที่อ่านดูจากต้นฉบับ เนื้อหาคล้าย ๆ ข้อสิบครับ ตัดทิ้งไปแล้วกัน

17. พวกเขาไม่คิดจะลืม
พวกเขามักยึดติดอยู่กับความทุกข์เก่า ๆ โดยไม่ปล่อยให้เรื่องราวเลวร้ายผ่านไป ไม่ยกโทษให้ตัวเองและผู้อื่นในความผิดพลาดที่เกิดขึ้น

18. พวกเขาหลีกเลี่ยงการวางแผนและการจัดการ
การใช้ชีวิตอยู่แบบสะเปะสะปะ รก ไร้ระเบียบก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ชีวิตเกิดความเป็นทุกข์ได้ ลองลุกขึ้นมาเก็บห้องนอนตัวเองดูเป็นอย่างแรก แล้วคุณจะพบว่าการที่คุณสามารถควบคุมห้องนอนเล็ก ๆ ห้องนี้ให้มันไม่รกได้ก็ถือเป็นความฟินอย่างหนึ่ง ก่อนจะต่อยอดไปจัดการชีวิตตัวเอง กิน, นอน, ทำงาน, จัดการเงิน ฯลฯ เพราะเค้าว่ากันว่าพวกที่ไม่จัดระเบียบชีวิตตัวเองมีแนวโน้มที่จะไม่พร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงในชีวิตถ้าเวลานั้นมาถึง

19. พวกเขาสนใจแต่ตัวเอง
การดูแลตัวเองเป็นสิ่งสำคัญก็จริง แต่พวกที่ไม่มีความสุขมักจะสนใจแต่ตัวเอง ‘คนเดียว’ เท่านั้น และปฏิบัติตัวกับคนอื่นได้แย่กว่าที่คนเค้าทำกัน การใส่ใจแต่ปัญหาของตัวเองอย่างเดียวอย่างต่อเนื่องอาจจะไม่ได้ช่วยให้ชีวิตคุณดีขึ้นก็ได้ การใส่ใจในคนรอบข้างด้วยก็ทำให้ชีวิตมีความสุขมากขึ้นได้เช่นกัน (แต่ไม่ได้หมายความว่าให้ไปยุ่งเรื่องชาวบ้านทั้งวี่ทั้งวันอะไรยังงั้นนะ)

อ่านไปเขียนไป จับใจความได้ว่า ‘นี่มันกูทุกข้อเลยนี่หว่า!’

ขอตัวไปพัฒนาตัวเองก่อนครับ อย่างแรกที่ทำได้ตั้งแต่ตอนนี้เลยคือ ไปนอน สวัสดีครับ
http://fjsk.in.th/2014/05/19-things-unhappy-people-do-2014-5/

ภาพจาก http://twicsy.com/i/KxhoZf

 

45 เรื่องที่รู้ตอนจัดชั้นหนังสือ

มาตรฐาน
02 - Copy - Copy
45 เรื่องที่รู้ตอนจัดชั้นหนังสือ 1. ชั้นวางหนังสือมีพื้นที่จำกัด มันเก็บหนังสือไม่ได้หมดทุกเล่ม สุดท้ายเราก็เลือกเก็บแค่เล่มที่มีความหมายกับเราจริงๆ เท่านั้น

2. หนังสือเล่มแรกที่เราอ่านแล้วประทับใจ คือเล่มสุดท้ายที่จะทิ้ง

3. ผมเก็บหนังสือเก่าจำนวนมากเอาไว้ ไม่ใช่เพราะมันเป็นหนังสือดี แต่เพราะเป็นหนังสือที่ตอนเด็กๆ อ่านแล้วรัก

4. หนังสือเล่มโปรดที่อ่านสมัยเด็กไม่ได้มีคุณค่าทางวรรณกรรมนัก แต่มันก็สนุกจนทำให้เด็กคนหนึ่งรักการอ่านได้

5. เมื่อก่อนคิดว่าอยากทำหนังสือให้คนอยากซื้อ ต่อมาอยากทำหนังสือให้คนอยากอ่าน แต่ตอนนี้อยากทำหนังสือให้คนอยากเก็บ ยิ่งเก็บนานแค่ไหนก็แสดงว่ามีค่ากับเขานานแค่นั้น

6. เวลาออกแบบหนังสือไม่ควรคิดแค่กระดาษปกและเนื้อในมีผิวสัมผัสที่ดีตอนอ่าน แต่มันควรอยู่ในสภาพเดิมได้อย่างยาวนานด้วย

7. ในฐานะคนทำหนังสือ ผมซื้อหนังสือบางเล่มเพียงเพราะอยากได้พลัง อยากทำหนังสือให้ดีแบบนี้บ้าง

8. ผมแบ่งหนังสือออกเป็น 2 หมวดหลัก คือ อ่านแล้ว และ ยังไม่ได้อ่าน กองที่ยังไม่ได้อ่านก็แบ่งออกเป็น กองน่าอ่าน กับ กองที่ยังไม่ต้องรีบอ่านก็ได้ (พอทิ้งไว้นานไปก็กลายเป็นกอง ‘ไม่ต้องอ่านก็ได้’)

9. หนังสือจำนวนมากซื้อมาเพราะอยากรู้เรื่องข้างใน คิดว่าซื้อมาแล้วจะรู้ แต่ลืมไปว่าสิ่งที่สำคัญกว่าหาเงินมาซื้อก็คือ หาเวลามาอ่าน

10. บางช่วงของชีวิตผมก็ชอบซื้อหนังสือปกแข็งขลังๆ แบบที่เหมาะจะมีติดไว้ในห้องสมุด เวลาผ่านไปถึงรู้ว่า ห้องเราไม่ใช่ห้องสมุด ควรซื้อหนังสือมาอ่านมากกว่าซื้อมาโชว์

11. หนังสือที่ตอนซื้อยังลังเลว่าจะได้อ่านหรือเปล่า รับรองว่าซื้อมาแล้วไม่มีทางได้อ่าน

12. หนังสือบางเรื่องซื้อมาซ้ำกัน 3 เล่ม น่าคิดว่าเราอยากอ่านมันจริงๆ หรือเราไม่สนใจมันเลยถึงจำไม่ได้ว่าเคยซื้อแล้ว

13. บางเล่มเห็นปกก็จำเนื้อหาข้างในได้

14. บางเล่มอยู่ในกองอ่านแล้ว แต่ไม่มีความทรงจำใดๆ หลงเหลืออยู่เลยว่าเคยอ่านแล้ว

15. เวลาเจอหนังสือดีๆ หายากที่หมดจากแผงไปแล้ว และลืมไปแล้วว่าตัวเองมีได้ยังไง รู้สึกชมตัวเองในอดีตว่าทำได้ดีมากที่มีเล่มนี้ในครอบครองได้

 
16. นักเขียนที่ผมมีหนังสือมากสุดคือ ‘รงค์ วงษ์สวรรค์ นับได้สองร้อยเล่มนิดๆ17. การได้วางหนังสือที่ตัวเองเขียนร่วมตู้กับหนังสือที่เราอ่าน เป็นความรู้สึกที่แปลกดี

18. ชั้นวางหนังสือที่ผมเขียนเป็นชั้นเดียวที่มีที่ว่าง ด้วยความหวังว่าจะรีบเขียนมาเติมจนเต็มเร็วๆ

19. พอเก็บชั้นหนังสือเลยรู้ว่า เรายืมหนังสือใครบางคนมานานมาก นานจนลืมไปแล้ว

20. หนังสือเล่มที่หายากที่สุดคือ เล่มที่ไม่รู้ว่าใครยืมไป (ใครยืม ‘ยี่หวาไชน่าทาวน์’ ของ ‘รงค์ วงษ์สวรรค์) ของผมไปเอามาคืนด้วยนะครับ

21. หนังสือหายากอีกเล่มคือ ‘แมวน้อยร้อยหมื่นชาติ’ มีนิตยสารเล่มหนึ่งมาสัมภาษณ์และขอยืมหนังสือเล่มโปรดเล่มนี้ของผมไปถ่ายรูป แล้วก็หายไปเลย ถ้าใครเจอฝากซื้อด้วยนะครับ

22. เพิ่งรู้ว่าตัวเองมีหนังสือรวมภาพถ่ายเยอะมาก โดยเฉพาะแนวสตรีท เวลาไปต่างประเทศนี่ซื้อแทนโปสการ์ดเลย

23. ในบรรดาหนังสือภาพถ่ายทั้งหมด ผมมีหนังสือภาพถ่ายรถไฟของญี่ปุ่นเยอะสุด เจอก็ซื้อเก็บมาเรื่อยๆ จนวันนึงถึงรู้ว่า หนังสือเกือบทั้งหมดเป็นผลงานของคนช่างภาพคนเดียว

24. รูปลักษณ์หนังสือเล่มแรกของนักเขียนชื่อดังส่วนใหญ่มักดูเด๋อด๋า ยังไม่ลงตัวและหล่อเหลาเหมือนเล่มหลังๆ

25. การได้อยู่ในวงการหนังสือ ทำให้หนังสือในครอบครองจำนวนมากมีลายเซ็นต์ของผู้เขียน

26. ตั้งแต่อยู่ในวงการนี้ ผมบากหน้าถือหนังสือจากบ้านไปขอลายเซ็นต์นักเขียนแค่ 2 คนเท่านั้น คือ ปินดา โพสยะ (พี่อั๋น วัชระ แวววุฒินันท์ แห่ง JSL) กับจิมมี่ เลี่ยว (คนหลังนี่ถึงขั้นขอให้เขาวาดรูปผมให้ด้วย)

27. เมื่อก่อนอ่านหนังสือของคนรุ่นเดียวกันเยอะ เพราะอยากเช็คว่าเพื่อนพ้องพัฒนาแซงหน้าเราไปหรือยัง แต่เดี๋ยวนี้ชอบอ่านหนังสือของคนที่แก่กว่ามากๆ และเก่งกว่ามากๆ เพราะเราอยากเป็นอย่างนั้นบ้าง การมองคนรุ่นเดียวกันที่เก่งๆ ได้พลัง ส่วนการมองผู้ใหญ่ได้วิชา

28. นักเขียนอีกกลุ่มที่ผมชอบอ่านคือ นักเขียนใหม่ๆ อ่านแล้วก็ไม่ได้ชอบนัก แต่ไม่อยากเป็นคนแก่ที่มีแต่อดีตและเรื่องราวของรุ่นตัวเอง

29. หนังสือหมวดที่ผมมีเยอะที่สุดคือ เรื่องเกี่ยวกับญี่ปุ่น รองลงมาคือ ไดโนเสาร์ เพราะมันเป็นข้อมูลที่ใช้ประกอบการเขียน หมวดแรกใช้ไปเยอะแล้ว หมวดหลังยังไม่ได้เริ่มเขียนเลย

30. เห็นไกด์บุ๊กหลายเล่มแล้วเพิ่งนึกออกว่า เราเคยอยากไปเที่ยวที่นี่นี่นา

31. หนังสือบางเล่มตั้งใจออกแบบรูปเล่มอย่างแปลกประหลาดเพื่อยั่วให้คนซื้อไปเก็บ แต่ในความเป็นจริง มันคือสิ่งที่เก็บยากที่สุด และน่าเก็บน้อยที่สุด32. หนังสือขนาดมาตรฐานน่ะดีที่สุดแล้ว

33. TIME เป็นนิตยสารที่ตั้งใจทำเนื้อหาให้เก็บ แต่โดยรูปเล่มแล้วมันคือกลุ่มแรกที่ผมอยากโละ เพราะการเก็บหนังสือที่เข้าเล่มแบบมุงหลังคาเล่มบางเฉียบไม่เอื้อให้ค้นหา นักจัดการข้อมูลคนหนึ่งเคยบอกว่า การเก็บข้อมูลที่ปราศจากระบบสืบค้นนั้นแทบไม่มีประโยชน์เลย

34. ถึงหนังสือที่เข้าเล่มแบบมุงหลังคาไม่น่าเก็บ แต่ผมก็ยังเก็บนิตยสาร Open, 375 F, Hamburger ยุคแรก, a day weekly รวมถึง a day ยุคแรก บางทีคุณค่าของหนังสือก็ไม่ได้อยู่ที่รูปเล่ม แต่อยู่ที่เนื้อหาต่างหาก

35. หนังสือที่ใส่ปกพลาสติกอยู่ยงคงกระพันในสภาพเดิมได้ดีกว่าหนังสือที่ไม่ใส่เห็นๆ

36. ปกหนังสือที่ดีที่สุดก็คือ ปกที่โดนผ้าชุบน้ำเช็ดฝุ่นออกแล้วไม่บุบสลาย

37. ไม้ปัดฝุ่นนาโนคืออุปกรณ์ที่จัดการฝุ่นตรงขอบกระดาษรอบหนังสือได้ดีที่สุด

38. วิธีจัดชั้นหนังสือที่ดีสุดคือ เรียงตามขนาด เพราะสวยและป้องกันฝุ่นง่ายสุด แต่ในแง่ของการหาหนังสือแล้ว ถือว่าไม่เวิร์คเลย

39. เข้าใจแล้วว่า ทำไมพี่ต้อ บินหลา สันกาลาคีรี ถึงลงทุนจ้างบรรณารักษ์มาจัดชั้นหนังสือที่บ้าน จะได้ค้นหาหนังสือได้ง่ายๆ นี่เอง

40. แต่ละคนมีระบบจัดเก็บหนังสือของตัวเอง สำหรับเราแล้ว มันใช้ง่ายกว่าระบบดิวอี้ หรือ รัฐสภาอเมริกัน เยอะ

41. เมื่อก่อนไม่เข้าใจว่าทำไมหนังสือรุ่นต้องทำปกแข็งใหญ่โตเทอะทะ แต่ตอนนี้เข้าใจแล้วว่ารูปเล่มอันแข็งแรงจะช่วยดูแลความทรงจำดีๆ ของเราข้างในให้อยู่ได้ยืดยาว

42. การได้ครอบครองหนังสือฉบับพิมพ์ครั้งที่ 1 เป็นความสุขอย่างหนึ่ง คล้ายๆ การได้พบเพชรเม็ดงามด้วยตัวเอง

43. การเก็บนิตยสารหัวต่างๆ ฉบับปฐมฤกษ์ ก็ถือเป็นความสุขอย่างหนึ่งของคนทำนิตยสาร

44. ชั้นหนังสือที่สวยคือชั้นที่เต็มพอดีเป๊ะ แต่ชั้นที่ใช้งานดีคือ ชั้นที่มีที่ว่างให้เติมหนังสือได้

45. นักอ่านคนไหนได้จัดชั้นหนังสือครั้งใหญ่ คงได้เจอเรื่องราวมากมายแบบนี้แน่ๆ

ที่่มา https://www.facebook.com/ZcongklodPage

วิธีทำ Honey Toast ทานเองที่บ้าน

มาตรฐาน

02 - Copy - Copy

ดูขั้นตอนการทำได้ที่นี่ http://topicstock.pantip.com/food/topicstock/2010/06/D9341142/D9341142.html

 

Honey Toast ที่ชิบุย่า…หวานมากกกกค่ะ… มาทำทานเองที่บ้าน อร่อยกว่าเยอะแยะเลย


Shibuya Honey Toast แบบ After U ขั้นตอนง่าย & ถูกจนกูขอล่ะ..โปรดทำกินเอง
ที่บ้านเหอะ! มันไม่ได้ยากเย็นเลย // ถ้าไม่มีเตาอบ..จะใช้กะทะนาบขนมปังยังได้!

1. ซื้อขนมปัง creamy gold by yamazaki แบบยังไม่สไลด์ (แนะนำให้เดินไปถามที่เคาท์เตอร์)

2. ผ่าหนมปังเป็น 3แถวแบบตารางหมากรุก (ไม่ต้องหั่นขาดจากกันนะ เอาไว้ใช้เสียบเนยเฉยๆ)

3. เนยเค็ม 1 ก้อนแบ่ง3 ส่วน
3.1 ส่วนแรกใช้ 1/3 หั่นให้บางๆ เสียบลงหนมปัง
3.2 ส่วนที่สองใช้ 2/3 ละลายเนย แล้วเอาหนมปังในข้อ 3.1 จุ่มให้ครบทุกด้าน

4. ยัดใส่เตาอบเปิดไฟ 180’C สังเกตดู ให้ผิวดูกรอบๆ เหลืองๆ จากนั้นนำออกจากเตา

5. สุดท้าย จะบีบวิปครีม/ราดน้ำเมเปิลไซรัปเกรด A หรือจะราดน้ำผึ้งเดือน5 แล้ว topping ด้วยเครื่องอะไรก็สุดแท้แต่จะสรรหากันไป

คำเตือน : ลองทำดูซักครั้ง มันไม่ได้ยากเกินไป ราคาก็แสนจะถูก

แต่ไม่แนะนำให้ทำบ่อย เพราะมันจะอ้วนง่ายมาก!

shibuya honey toast 1 จาน (199บาท) ให้พลังงาน 691 Kcal เทียบเท่าข้าวขาหมู1จาน! (50 บาท) ..หึหึ..กำไร 4 เท่าตัวเลยนะ

อัลบั้มนี้ #แชร์ได้ทุกรูปโดยไม่ต้องขออนุญาต ยินดีให้กระจายความสุขในการกินอย่างทั่วถึง!

ไม่แนะนำให้ใช้เวฟค่ะ เพราะขนมปังจะแข็งเป็นหินแทน ให้ลองเปลี่ยนไปจี่ไฟอ่อนๆในกระทะแทนนะคะ

ลองแล้วค่าาาาา อร่อย ประหยัดกว่าเยอะเลยคะ พอดีเอาไปปิ้งๆ แทนอบ ตัดขอบหนมปังออกด้วย มันก้อเลยคล้ายขนมปังปิ้งไปซะงั้น 555
มันไม่ยากเย็น แต่ถ้าทำตามสูตรนี้ ไปซื้อเค้ากินก็ไม่เสียหายนะ..เนย 1 ก้อน ก็เกือบร้อย ขนมปังซัก 60 บาท ใช้ครึ่งก้อน ค่าไฟ น้ำเชื่อม น้ำผึ้ง วิปครีม..หมดนี่น่าจะแพงกว่า 199 นะคะ
ขอแจมนิดลองใช้เนยจืดผสมมาการีนแทนเนยเค็มดูครับเผื่อจะค้นพบอีกรสชาติ จริงๆเนยเค็มไม่เหมาะมาทำขนมแบบนี้เลย

การขอพรพระ

มาตรฐาน

02 - Copy

ถาม – การจะขอพรอย่างผู้มีปัญญา ควรขออย่างไร

ตอบ – ใครคิดจะขอพรอย่างไรก็เป็นเรื่องที่ทำได้ตามอัธยาศัย แต่ใครก็ตามที่บอกว่าตนเองเป็นชาวพุทธ ควรจะมีวิธีขอพรอีกแบบหนึ่ง ซึ่งเป็นพรที่ “เราต้องขอจากตัวเอง เพื่อตัวเอง และด้วยตัวเอง” ชาวพุทธซึ่งตามปกติมีสร้อยต่อท้ายว่าเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ควรจะขอพรกันอย่างไร ผู้เขียนขอนำเสนอให้พิจารณาดังต่อไปนี้

1. ขออย่าให้ข้าพเจ้าหลงผิดคิดไปว่า ลำพังการขอเพียงอย่างเดียวโดยไม่ลงมือทำอะไรก็ประสบความสำเร็จ


2. ขอให้ข้าพเจ้าอย่าละเลยการใช้สติปัญญาในการดำเนินชีวิตด้วยความสุขุมคัมภีรภาพ


3. ขอให้ข้าพเจ้าอย่าประมาทขาดสติในทุกเรื่องที่คิด ทุกกิจที่ทำ ทุกคำที่พูด ทุกครั้งที่เคลื่อนไหว


4. ขอให้ข้าพเจ้าอย่าพอใจในการเป็นคนคดในข้อ งอในกระดูก ตลบตะแลงปลิ้นปล้อนลื่นไหล เฉกเช่นศรีธนญชัย


5. ขอให้ข้าพเจ้าอย่าเป็นนักจับผิด มองโลกแต่ในแง่ร้าย เห็นแต่ด้านที่เลวทรามต่ำช้าของมนุษยชาติผู้มีทั้งความดีงามและความผิดพลาดในชีวิตเป็นธรรมดา


6. ขอให้ข้าพเจ้าอย่าเป็นคนเห็นแก่ตัว คิดถึงแต่ประโยชน์ส่วนตัวจนมองไม่เห็นหัวคนอื่น รวมทั้งส่วนรวม


7. ขอให้ข้าพเจ้าอย่าพอใจในการประพฤติทุจริตฉ้อราษฎร์บังหลวง หลอกลวงประชาชนในทุกรูปแบบ


8. ขอให่ข้าพเจ้าอย่าเป็นคนละโมบโลภมากในยศ ทรัพย์ อำนาจ ชื่อเสียง กามารมณ์ อย่างไม่มีที่สิ้นสุด


9. ขอให้ข้าพเจ้าอย่าเกิดมาเสียเวลาเปล่าโดยไม่ประทับรอยแห่งความดีงามฝากไว้ให้ชนรุ่นหลัง


10. ขอให้ข้าพเจ้าอย่าเป็นคนลืมตัว หลงผิดคิดว่าตนเก่งตนดีอยู่คนเดียวโดยไม่มีใครคอยช่วยเหลือเกื้อกูล

ที่มา – ถามดี ตอบโดน โดย ว.วชิรเมธี สำนักพิมพ์ ทำทันที 2555
Cr ภาพจาก baanmaha.com

 

ทั้งหมดนี้ จะเห็นว่าถ้ามีสติเพียงอย่างเดียว จะสามารถครอบคลุมพรเหล่านี้ได้ทุกข้อ ดังนั้นการฝึกการเจริญสติตามหลักสติปัฏฐาน 4 ซึ่งพระพุทธองค์ตรัสว่าเป็นทางสายเอก ทางสายเดียวที่จะนำไปสู่ปัญญาและสันติสุขอย่างยั่งยืนได้นั้นจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับชาวพุทธทุกคน

เป็นคำขอที่ประเสริฐ สมกับการเป็นพุทธบุตรแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

สาธุ

30 ปี ครึ่งทางของการเดินทางสู่วัยชรา

มาตรฐาน

images

 

คนเราอาจรู้สึกแก่ตอนอายุ 60 แต่แท้จริงแล้ว หากเรามองอายุเฉลี่ยของคนบนโลกนี้อายุ 30 ก็ คือ ครึ่งทางหลังของการเดินทางเข้าสู่ความชราอย่างเลี่ยงไม่ได้ วันนี้ผมจึงหยิบยกเอาบทแปลจากบางส่วนของหนังสือ “Secret of old age” มาฝากกันครับ


1. Before middle age – Do not fear!
“ก่อนวัยกลางคน ไม่มีอะไรที่จะต้องกลัว (น่ากลัว)!”

2. After middle age – Do not regret!
“หลังวัยกลางคน ก็ไม่มีอะไรที่น่าเสียใจอีกแล้ว”

2. Enjoy your life while you can.
“หาความสุขให้กับชีวิต เมื่อคุณยังมีความสามารถอยู่”

3. Do not wait till you cannot even walk just to be sorry and to regret.
“อย่ารอจนกว่าคุณเดินไม่ไหวแล้วต้องมานั่งเสียดายและเสียใจ”

4. As long as it is physically possible, visit places you wish to visit.
“ตราบใดที่ร่างกายคุณยังไหวอยู่ ก็ขอให้คุณไปเยี่ยมเยียนในสถานที่ที่คุณอยากไปเถอะ”

5. When there is an opportunity, get together with old classmates, old colleagues & friends.
“เมื่อเรายังมีโอกาส หาเวลาร่วมสังสรรค์กับเพื่อนร่วมชั้นเรียน สหายรักและเพื่อนเก่า (แก่)”

6. The gathering is not just about eating;  it’s just that there is not much time left.
“การสังสรรค์นั้นมิใช่เพื่อสนุกกับการกินเท่านั้น หากแต่เพราะเราต่างเหลือเวลาที่จะอยู่ด้วยกันน้อยลงแล้ว”

7. Money kept in the banks may not be really your.
“เงินที่คุณนำไปฝากไว้ที่ธนาคารนั้น อาจจะไม่ได้เป็นของคุณโดยแท้…”

8. When it is time to spend, just spend, treat yourself well as you’re getting old.
“เมื่อถึงเวลาที่จะใช้ จงใช้มันหาความสุขให้ตัวเอง ในขณะที่วันเวลาของชีวิตเหลือน้อยลงแล้ว (ขณะที่คุณกำลังชราภาพมากขึ้น)”

8. Whatever you feel like eating, just eat! It is most important to be happy.
“เมื่อคุณอยากจะกิน ก็จงกินเถอะ เพราะสิ่งสำคัญที่สุด คือ การทำตนให้มีความสุข”

9. Food which are good for health – eat often and more but that is not everything.
“อาหารที่ดีต่อสุขภาพก็ทานเยอะและบ่อยสักหน่อย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า คุณจะทานได้ทุกอย่าง”

10. Things which are not good for health – eat less once in a while but do not abstain from them totally.
“อะไรที่ไม่ดีต่อสุขภาพ ก็ทานให้น้อยลงสักหน่อย หรือทานเป็นบางครั้งบางคราว แต่อย่าให้ถึงกับอดอยากเลยทีเดียว”

11. Treat sickness with optimism. Whether you are poor or rich.
“มองการเจ็บป่วยแบบคนมองโลกในแง่ดี ไม่ว่าคุณจะรวยหรือจน ก็มีโอกาสเจ็บป่วยได้ทั้งนั้น”

12. Do not be afraid or worried when you are sick.
“อย่ากลัวหรือวิตกกังวลใจเมื่อคุณต้องเจ็บป่วย”

13. Everyone has to go through the birth, aging, sickness and death. There is no exception, that’s life.
“มนุษย์ทุกรูปทุกนามล้วนแล้วแต่ต้องผ่านการเกิดแก่เจ็บตายด้วยกันทั้งหมด ไม่มีข้อยกเว้นใดๆ เพราะนั่นคือ..ชีวิต”

14. Settle all the outstanding issues before hand and you will be able to leave without regret.
“จัดการปัญหาต่างๆ ที่สำคัญทั้งหมดทั้งมวลเสียก่อน แล้วคุณก็จะสามารถที่จะจากไปโดยปราศจากความเสียใจใดๆ”

15. Let the doctors handle your body, God handle your life, but be in charge of your own mood.
“ปล่อยให้หมอเป็นผู้ดูแลสุขภาพของคุณ พระเจ้าดูแลชีวิตของคุณ แต่คุณต้องจัดการกับอารมณ์ของคุณเอง”

16. If worries can cure your sickness, then go ahead and worry.
“ถ้าหากความวิตกกังวลช่วยรักษาโรคภัยไข้เจ็บของคุณได้ ก็ปล่อยให้ใจมันกังวลต่อไป”

17. If worries can prolong your life, then go ahead and worry.
“ถ้าหากความวิตกกังวลช่วยให้คุณมีชีวิตที่ยืนยาว ก็ขอจงวิตกกังวลใจต่อไป”

18. If worries can exchange for happiness, then go ahead and worry.
“ถ้าหากความวิตกกังวลสามารถแลกเปลี่ยนเป็นความสุขได้…ก็ขอให้คุณจงวิตกกังวลต่อไป”

19. Our kids will make their own fortune.
“ลูกหลานเราจะสร้างสรรค์โชคลาภ ด้วยตัวของเขาเอง (อย่าได้กังวลใจเลย)”

20. Your old body – pay more attention to health, you can only rely on yourself in this.
“สำหรับร่างกายที่แก่เฒ่าของคุณ คุณต้องให้ความสนใจต่อสุขภาพของคุณมากขึ้น คุณเท่านั้นที่จะวางใจตัวคุณเองได้”

21. Your old companion – treasure every moment with your other half, one of you will leave first.
“คู่ชีวิตที่แก่เฒ่า – ขุมทรัพย์ทุกขณะจิต ที่เป็นหุ้นส่วนหนึ่งของชีวิต อาจจะทิ้งคุณไปก่อน”

22. Retirement funds – money that you have earned, it is best to keep them yourself.
“เงินเกษียณ เป็นเงินที่คุณหามาตลอดชีวิต ดีที่สุดก็คือ…เก็บไว้กับตัวคุณเอง”

23. Your old friends – seize every opportunities to meet up with your friends, such opportunities will become rare as time goes by.
“สำหรับเพื่อนเก่าทั้งหลาย จงแสวงหาทุกโอกาสที่จะพบกับพวกเขาเหล่านั้น โอกาสเช่นนั้นนับวันจะหาได้ยากมากขึ้น เมื่อเวลาผ่านไป”

24. Everyday you MUST smile and laugh.
“ทุกๆ วัน คุณต้องยิ้มและหัวเราะให้ได้”

25. Running water does not flow back. So is life, make it happy!
“สายน้ำนั้นไม่สามารถไหลย้อนกลับ เช่นเดียวกับชีวิตของเรา ดังนั้นจงทำชีวิตให้มีความสุข”

26. Cry louder if you want to cry.
“จงร้องไห้ให้เสียงดังขึ้น ถ้าหากคุณต้องการจะร้อง”

27. Life ends; when you stop DREAMING.
“ชีวิตสิ้นสุด เมื่อคุณเลิกฝัน”

28. Hope ends; when you stop BELIEVING.
“ความหวังสิ้นสุด เมื่อคุณหยุดเชื่อ”

29. Love ends; when you stop CARING.
“ความรักสิ้นสุด เมื่อคุณหยุดที่จะใส่ใจ”

30. And Friendship ends; when you stop SHARING.
“และมิตรภาพจะสิ้นสุด เมื่อคุณหยุดการแบ่งปัน!”

อายุเราเพิ่มมากขึ้นทุกๆวัน เหมือนกับเส้นตรงที่ขีดลงบนกระดาษจากซ้ายไปขวา แต่หากเราลองพับกระดาษครึ่งนึง ให้เห็นรอยพับตรงกึ่งกลางเราจะรู้ว่า เรากำลังเดินทางเข้าสู่เวลาครึ่งหลัง และที่สำคัญโจทย์ชีวิตของเราได้เปลี่ยนไปแล้ว บางทีมันอาจไม่ใช่แค่ตัวเอง แต่มันคือ ตัวเอง ครอบครัวและสังคม 

…………………………

1.1

สรุป: ชีวิตที่เรียบง่าย ให้สนุกกับการใช้ชีวิต 30% ที่เป็นของคุณ

o   ไม่เจ็บปวดแต่ก็ต้องบำรุง

o   ไม่กระหายแต่ก็ต้องดื่มน้ำ

o   ว้าวุ่นแค่ไหนก็ต้องปล่อยวาง

o   มีเหตุมีผลแต่ก็ต้องยอมคน

o   มีอำนาจแต่ก็ต้องรู้จักถ่อมตน

o   ไม่เหนื่อยแต่ก็ต้องพักผ่อน

o   ไม่รวยแต่ก็ต้องรู้จักพอเพียง

o   ธุระยุ่งแค่ไหนก็ต้องรู้จักพักผ่อน

o   หมั่นเตือนตน:  ชีวิตนี้สั้นนัก

o   หากเวลาของคุณยังมีเหลือเฟือ
ใจตัวเองบ้าง ดังนั้น

อยากกิน…กิน

อยากเที่ยว….เที่ยว

เรื่องกลุ้มอย่าเก็บไว้

สุขสบายทุกเพลา

เวลาที่ยังจับมือไหว ให้เชิญเพื่อนมาสังสรรค์

เวลาที่ยังกอดไหว  ให้โอบกอดให้ชื่นใจ

ทำหน้าที่พ่อ แม่ ลูก สามี ภรรยา พี่ น้อง เพื่อนที่ดีต่อไป

เวลาที่อยู่ด้วยกันอย่าได้โกรธกันง่ายๆ

 

……………………..