Passport 2 เล่ม 2 สัญชาติ

ขออนุญาตให้ความรู้ผู้มีหนังสือเดินทาง 2 เล่ม 2 สัญชาติ

ในกรณีนี้จะพูดถึง ผู้ที่เดิมเป็นคนไทย มีหนังสือเดินทางไทย แต่ต่อมา ได้มีหนังสือเดินทางของชาติอื่นเพิ่มมาอีกหนึ่งเล่ม หรือคนไทยที่เกิดที่ต่างประเทศมีหนังสือเดินทางต่างชาติมาก่อนแล้วมาทำหนังสือเดินทางอีกเล่มเป็นหนังสือเดินทางไทย หรือ คนไทยที่ไปอยู่เมืองนอกนานนนนนนนนจนพาสไทยหมดอายุ แต่มีพาสใหม่เป็นต่างชาิติ ต้องใช้พาสทั้งสองเล่มอย่างไร วันนี้เรามีคำตอบมาให้คุณ

(ขออนุญาตใช้คำย่อ หนังสือเดินทาง= พาส(พาสปอร์ต))

ในกรณีแรก คนไทย ใช้พาสเดิมคือไทย ออกจากประเทศไทย ไปอยู่เมืองนอกนานจนได้หนังสือเดินทางมาอีกเล่มเป็นของประเทศอื่นที่ไม่ใช่ไทย พอกลับเข้ามาประเทศไทย ขอใ้ห้ยื่นพาสไทยเล่มเดิม เพราะในการบันทึกข้อมูลนั้น ในระบบของตม. ข้อมูลการเดินทางของคุณยังเป็นหนังสือเดินทางเล่มนั้น คือมีการเดินทางออก การเิดินทางกลับเข้ามา ก็ต้องใช้เล่มเดิม เพีือให้ข้อมูลการเดินทางมีทั้งไปและกลับ ถือว่าจบการเดินทางใน 1 ครั้ง (คนไทยเริ่มต้นการเดินทางจากการออกนอกประเทศ จบการเดินทางจากการเข้าประเทศ) และในพาสเล่มไทยนั้น ตม.จะประทับตราขาออกไว้ การใช้เล่มเดิมกลับเข้ามาก็จะประทับตราขาเข้า คู่กัน
ในกรณีหนังสือเดินทางไทยยังมีอายุอยู่….ใช้ตามที่บอกข้างต้น
ในกรณีหนังสือเดินทางไทยหมดอายุแล้ว ถ้าทำใหม่ตั้งแต่อยู่เมืองนอกได้ ให้ทำเลย แต่ถ้าทำไม่ได้ ไว้ค่อยกลับมาทำที่เมืองไทยแต่ให้ถือเล่มไทยเล่มนั่นแหละเข้ามา แต่ เจ้าหน้าที่จะแนะนำให้คุณไปทำเล่มใหม่ ในประเทศไทยให้เรีัยบร้อย ก่อนการเดินทางออกอีกครั้ง เพราะ นี่คือสิทธิของคนไทยที่จะอยู่ในประเทศไทย ให็ใช้ความเป็นคนไทยที่ถือหนังสือเดินทางไทยเข้าออกประเทศทุกครั้ง เพราะคุณจะอยู่ในเมืองไทยได้ไม่จำกัดเวลา หากคุณทำตามนี้คือ ออกไทย เข้าไทยแต่พาสหมดอายุ แต่..แต่…ไม่อยากทำพาสไทย เพราะเปลืองตังค์ ไม่มีเวลา ฯลฯ เลยอยากจะใช้พาสต่างชาติที่มีใหม่อยู่ในมือ ใช้ออกประเทศไทยเลยได้ไหม ในวันที่คุณจะกลับออกไปต่างประเทศอีกครั้ง ขอบอกว่า ไ่ม่ได้ เพราะ คุุณเข้ามาในประเทศในฐานะคนไทย ก็ต้องออกไปแบบคนไทย ตราประทับในพาสไทย ได้จบการเดินทางแล้วคือ มีคู่ ออกและเข้า แต่ในพาสต่างชาติของคุณ ไม่มีข้อมูลเดินทางเข้ามา จะให้มีข้อมูลเดินทางออกไปได้อย่างไร เพราะฉะนั้น อย่าทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยาก ไปทำพาสไทยเ่ล่มใหม่เถอะคะ เพื่อจะได้ไม่มีปัญหาในการเิดินทางในครั้งต่อๆไป

คำถามต่อมาคือ แล้วจะมีพาสต่างชาติไปเพื่ออะไร หรือเอามาใช้กับประเทศไทยได้อย่างไร
ตอบ พาสต่างชาติ ขอให้ใช้เมื่อคุณออกมาจากบ้านเขา คุณออกบ้านเขาก็ให้ใช้พาสบ้านเขา พอเข้าบ้านเราก็ใช้พาสบ้านเรา ในการออกประเทศไทยอีกครั้ง พาสต่างชาติของคุณ จะแสดงว่าคุณมีพาสเล่มนี้โดยไม่ต้องใช้วีซ่าในพาสไทยอีกต่อไป ใช้แค่แสดงต่อตม. หรือ เคาท์เตอร์เช็คอิน ว่าคุณเข้าประเทศนั้นๆได้ โดยไม่ต้องขอวีซาเพราะคุณมีพาสของเขาแล้ว เป็นพลเมืองบ้านเขาแล้ว

ส่วน กรณีที่สอง เป็นคนไทยแต่พาสเล่มแรกเป็นพาสต่างชาติ แล้วครั้งแรกที่เ้ข้าเมืองไทยก็ใช้พาสต่างชาติ แต่ในระยะเวลาที่อยู่เมืองไทยคิดไปคิดมาอยากมีพาสไทย เพื่อใช้สิทธิความเป็นคนไทยอยู่ในราชอาณาจักร ก็ไปทำพาสไทยที่กรมการกงสุลที่แจ้งวัฒนะ พอจะออกก็จะใช้พาสไทยออก งานนี้ถือว่ามีปัญหาเกิดขึ้นแล้ว ประเด็นคือ ถ้าคุณอยู่ในไทย ตามเวลาที่ได้จากขาเข้า
ถ้า ไม่อยู่เกินกำหนด เจ้าหน้าที่อาจจะ เน้น ว่าอาจจะ ตีให้(ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของสารวัตรด้วย)การเดินทางออกครั้งนี้คุณอาจจะคิดว่าแก้ปัญหาได้แล้ว แต่ ย้ำว่า แต่ ในการเดินทางกลับมาครั้งหน้า ถ้าคุณจะใช้เล่มต่างชาติเข้าไทย คุณก็จะมีปัญหากับขาเข้า เพราะคุณมีตราประทับขาเข้าค้างไว้ เนื่องจากตราขาออกในการเดินทางครั้งนั้น ไปอยู่ในพาสไทยที่คุณทำในเมืองไทยครั้งก่อน การ์ดขาออกก็จะยังติดอยู่ในเล่ม (แม้คุณจะดึงออกเพื่อให้ไม่มีหลักฐาน แต่ตราประทับก็จะค้างไว้เป้นหลักฐาน) เจ้าหน้าที่จะไม่ประทับตราในพาสต่างชาติเล่มนั้นให้คุณ อาจจะประทับตราขาเข้าในพาสไทยที่คุณมีอยู่นั่นแหละ แต่พาสต่างชาติที่คุณมีอยู่จะไม่สามารถใช้เข้าไทยได้อีกเลย ตัวคุณหนะ เข้าได้ แต่ก็ต้องใช้พาสไทยที่คุณทำไว้ตอนมาอยู่ในไทยแล้ว (เราเรียกว่าการเลี่ยงบาลี คุณอาจคิดว่าุคุณทำได้ แต่คุณกำลังสร้างปัญหาและเงื่อนไขให้กับตัวเอง ถ้าโดนตม.กักตัวไว้นานเพื่อสอบถามและตรวจสอบข้อมูลก็จงอย่าอารมณ์เสีย และโวยวาย เพราะคุณทำตัวคุณเอง เพราะมันผิดมาตั้งแต่เริ่มแล้ว) แล้วถ้าคุณยังไม่ได้เริ่มมีพาสไทย แต่อยากมีไว้เ้ข้าไทย จะทำยังไง อ่านคำถามต่อไปซิ

คำถามต่อมา คือ แล้วถ้าอยากใช้สิทธิความเป็นคนไทยให้ถูกต้อง แต่มีพาสต่างชาิติ จะทำอย่างไร

ในกรณีนี้ คุณ เข้ามาครั้งแรก ในฐานะ คนต่างชาติ คุณจะได้รับสิทธิการอาศัยอยู่ในประเทศไทยแบบคนต่างชาิติดูได้ในตราประทับขาเ้ข้่าว่าเจ้าหน้าที่ไทย ได้ประทับตราให้คุณกี่วัน(ประเทศไม่need visa=30วัน , ถ้า need ก็ 60 วัน) ซึ่งหากคุณต้องการใช้ความเป็นคนไทยในการกลับเข้าประเทศ ขอให้คุณไปทำหนังสือเดินทางไทย ที่สถานทูตไทยในประเทศที่คุณอยู่ เพราะในหน้ารายละเอียดพาส เค้าจะระบุที่เกิดของคุณ ว่าเป็น ต่างประเทศ คุณสามารถใช้เล่มไทยที่ำทำจากต่างประเทศกลับเข้ามาในฐานะคนไทยได้เลย โดยเจ้าหน้าที่จะตีตราขาเข้าให้ แต่จะระบุไว้ล่างตราว่า “เด็กเกิดในต่างประเทศ” เพื่อเป็นการเริ่มต้นในการใช้หนังสือเดินทางเล่มนี้ในครั้งต่อๆไป เพื่อเจ้าหน้าที่คนที่ต้องประทับตราคนต่อไปในการตรวจออกประเทศจะได้ไม่สงสัยว่า แล้วตราขาออกครั้งก่อนอยู่้ไหน ทำไมถึงมีตราขาเข้าอยู่ตราเดียว ก็จะทำให้เขาเข้าใจว่า คุณคือคนไทยที่ได้พาสไทยมาจากต่างประเทศ ส่วนเล่มต่างชาติ ก็ให้แสดงว่ามีพาสต่างชาิตนะ แต่เจ้าหน้าที่จะตีตราขาเข้าให้ในพาสไทย เพราะทราบได้ทันทีว่าคุณเจตนาจะกลับเข้ามาเป็นคนไทย ใช้สิทธิคนไทยเข้าประเทศ
แต่หากคุณอยากใช้พาสต่างชาติ เข้าไทย แม้ว่าจะมีพาสไทยที่ทำจากต่างประเทศ หากอยู่ไม่กี่วัน(ตามสิทธของพาสชาตินั้นๆ ส่วนใหญ่จะ30 วันไม่มีวีซ่า พวกพาสฝรั่ง) ก็ไม่ต้องโชว์ว่ามีพาสไทย เก็บในกระเป๋าไปเลย และห้ามเอาออกมาแสดงตอนขาออก เพราะคุณเข้ามาแบบต่างชาติ ก็ออกไปแบบต่างชาติ (การเดินทางของต่างชาติเริ่มจากการเข้าประเทศ จบโดยการออกประเทศ)แล้วครั้งหน้าถ้าอยากเป็นคนไทย ก็ค่อยแสดงพาสไทยตอนเข้าไทย (ย้ำนะ ว่าต้องเป็นพาสไทยที่จากสถานทูตไทยในต่างประเทศ กรณีคนไทยเกิดต่างประเทศ หรือ คนไทยทำพาสเล่มใหม่ขณะที่ตัวเองยังอยู่ต่างประเทศเนื่องจากพาสหาย หรือพาสหมดอายุ เจ้าหน้าที่ก็จะประทับตราขาเข้า แล้วระบุว่า ตราขาออกอยู่ในเล่มเก่า ..เดี๊ยวจะอธิบายต่อข้างล่าง)

ปัญหาที่มักจะพบเจอ แล้วต้องมาถกเถียงกันเป็นประจำของกรณีนี้คือ รู้สิทธิ แต่ไม่รู้หน้าที่ มีพาสต่างชาิติ แต่ใช้ไม่ถูก หรือไม่เป็น แล้วไม่ถาม คือ คุณเป็นคนไทย มีพาสไทย ออกไทยด้วยพาสไทย แต่ไปอยู่เมืองนอก ได้พาสเมืองนอกมา กลับเข้ามา แสดงพาสของเมืองนอก (พาสต่างชาติ) ยืนยันว่าจะใช้พาสต่างชาิติเล่มนี้ที่ได้ใหม่ ว่าจะใช้ จะเป้นคนชาตินั้้นๆ ไม่เป็นแล้วคนไทย …อืม…ก็ได้ เจ้าหน้าที่จะมีทางเลือกในการพิจารณาอยู่สองทาง คือ หนึ่ง ขอให้คุณแสดงพาสไทย เพื่อให้จบการเดินทาง ประทับตราขาเข้าให้คู่กับขาออก แล้วคุณก็จะได้สิทธิอยู่ไทยแบบไม่จำกัด แม้คุณจะอยู่ไม่กี่วันก้แล้วแต่
สอง หากคุณยืนยันจริ๊งจริง ว่า คุณไม่ใช้คนไทยอีกต่อไป ฉันจะเป็นคนต่างชาติ …อืม …เจ้าหน้าที่จะประทับตราให้คุณ ตามสิทธิพาสต่างชาติที่คุณถือ โดยส่วนใหญ่ที่คุณได้กันมาจะเป็นพาสฝรั่งก็อยู่ในไทยได้ สามสิบวัน โดยไม่ต้องมีวีซ่า ในกรณีนี้ ถือว่า คุณเข้ามาในไทยโดยใช้สิทธิต่างชาติ อยู่ได้ตามที่ตม.กำหนดให้เท่านั้น หากอยู่เกินก็ต้องโดนปรับวันละ 500 บาท แต่ไม่เกิน 20000 บาท โดยที่คุณไม่มีสิทธิมาอ้างว่าคุณเป็นคนไทย เกิดในไทย พูดไทยได้ หน้าไทย พ่อแม่เป็นไทย ขอให้เงียบไปเลยถ้าจะมาเถียงในประเด็นนี้ เพราะคุณใช้สิทธิต่างชาติเข้ามาในไทย ย้ำ ก็ต้องออกไปแบบคนต่างชาติ จะควักพาสไทยมาบังคับให้ตม.ตีออกให้ เราไม่ทำจ๊ะ อีกอย่าง ในกรณีที่ถ้าไม่มีเงินเสียค่าปรับ หรือว่าไม่จ่าย ยังไง๊ยังไงก็ไม่จ่าย เราก็จะยกเลิกการเดินทางออกครั้งนี้ของคุณ พร้อมกับทำการจับกุมคุณส่งฟ้องศาล ให้ศาลเป็นผู้ปรับ แล้วคุณก็ต้องไปยังตม.สวนพลู เพื่อให้สวนฟลูตีตราประทับผลักดันคุณออกนอกประเทศ แล้วค่อยกลับมาเช็คอิน และเข้าตม.เพื่อเดินทางออกอีกครั้ง (เรื่องมันยาว อย่าทำให้เป็นปัญหาจะดีที่สุด แต่ถ้าใครคิดว่าทำแล้วดี ก็ทำ ไม่ว่ากัน)

ส่วนกรณีที่คนไทย ออกไทย ด้วยพาสไทย แต่พาสหมดอายุขณะที่อยู่ต่างประเทศ ถ้าคุณอยู่ต่างประเทศนานนนนนนนแต่สามารถทำพาสใหม่ได้ ก็ทำเลย จะถือพาสเล่มเก่าเดินทางเข้ามาด้วยก็ได้ ถ้าสถานทูตไม่เก็บพาสเก่าไว้ก็ถือมาเลย แล้วเจ้าหน้าที่จะพิจารณาเองว่าจะตีเล่มใหม่หรือเล่มเก่า โดยแนวทาง ถ้ามีพาสเล่มใหม่มา จะประทับตราขาเข้าในเล่มใหม่โดยระบุว่า ตราขาออกอยู่ในเล่มเก่า โดยเจ้าหน้าทีสามารถตรวจสอบได้จากตราประทับขาออกในพาสเก่า หรืออ้างอิงได้จากฐานข้อมูลเดิม เรื่องนี้ไม่เป็นปัญหาใหญ่นัก หากคุณทำตามขั้นตอนนี้ คือ เข้าพาสไทย ออกพาสไทย (ประมาณว่า ทำยังไงก็ได้ขอให้มีพาสไทยกลับเข้่าประเทศอีกครั้ั้ง) หากมีปัญหา ก็สามารถถามเจ้าหน้าที่ที่เคาท์เตอร์ได้เลย หรือถ้าเค้าตอบไม่เ้ข้าใจ ก็ถามsupervisorต่อก็ได้)

เพราะฉะนั้น ขอให้คนไทยทุกคนที่มีพาสต่างชาิติ ทำอะไรให้ง่ายๆตามขั้นตอน ใช้สิทธิให้ถูกต้อง ให้ถูกที่ ถูกเวลา คุณก็จะเดินทางได้อย่างไม่มีปัญหา happy , win-win ทั้งตม.และคุณ นะจ๊ะ

ปล. ในการแก้ปัญหาแต่ละครั้งให้กับเคสแบบนี้หรือเคสอื่นๆ ทางตม.มีเจตนาและหวังดีกับคนไทยทุกคนเพื่อให้ทำตามกฎในการมีและใช้ หนังสือเดินทางได้อย่างถูกต้อง ไม่ใช่แค่ผลดีนั้นจะเกิดขึ้นแต่กับตัวตม.อย่างเีดียว คุณคือผู้ได้รับประโยชน์โดยตรงเพราะมันเป็นพาสของคุณ สิทธิของคุณ อยากให้เข้าใจว่า ในการที่คุณเดินทางแต่ละครั้ง หนึ่งตราประทับของเรา คือ ความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่คนนั้นๆในตัวคุณ การที่เค้าต้องถามละเอียดหรือตรวจสอบข้อมูลหลายๆอย่าง ก่อนจะประทับตราลงไป เค้าต้องคิดดีแล้ว หรือเห็นสมควรแล้วเนื่องจากแต่ละคนจะมีรหัสในตราประทับให้รับผิดชอบ หากเกิดเรื่องอะไรขึ้นมากับพวกคุณ ก็จะเป็นพวกเรานี่แหละ ที่ต้องเขียนรายงานชี้แจงข้อเท็จจริงต่างๆ ซึ่งบางเรื่องไม่ใช่ความผิดของเราเลย แต่เกิดจากความไม่รู้ หรือ รู้ไม่จริงของผู้โดยสารบางคน กลับกลายเป็นความผิดของตม.แทน เพราะฉะนั้น ต้องขอความร่วมมือจากทุกท่าน ให้ทำหน้าที่ของตนให้อย่างถูกต้อง เพื่อความสะดวกในการเดินทางแต่ละครั้งของท่าน…

credit: Thomas Tarn

อ่าน 300 กว่า coments  ได้ที่ https://www.facebook.com/photo.php?fbid=324760410992918&set=a.128469100622051.23081.128462663956028&type=1&theater

 

  1. พูด(เขียน)ง่ายๆ เข้า/ออก ไทยใช้พาสไทย ยิ่งจะอยู่เมืองไทยนานเป็นเดือนเป็นปีละก็สมควรใช้พาสฯไทย ตอนขาออกจากประเทศไทยมันมีเทคนิคอยู่นิดเดียว คือตอนเช็คอินให้ใช้พาส(ยู เอส หรือของประเทศอื่นๆ) พอขาออกให้ ตม ประทับตราก็ใช้พาสฯไทย ถ้าเจ้าหน้าที่เขาถามว่าคุณไม่มี วีซ่า เข้าประเทศ ก็ค่อยเอาอีกเล่มให้เขาดู เมื่อบินถึง ยู เอส(ประเทศอื่นไม่ทราบข้อมูลคะ) ก็ใช้ ยูเอส ยื่นให้ เจ้าหน้าที่ ตม เขาไม่สนเรื่องตราประทับ เข้า/ออก สำหรับท่านที่กลับมาอยู่เมืองไทยแล้วอยากไปท่องเทียวประเทศอื่น ก็ใช้พาสฯไทยขอวีซ่าเข้าประเทศนั้นๆ แต่ถ้าไปทางยุโรปก็ไม่ต้องใช้พาสฯของ ยูเอส ได้เลยคะ ที่เขียนมานี้จากประสบการณ์จริงที่ผ่่านมา
  2. Easy see thai immigration show thai passport see America show American passport . Go Thailand use Thai passport at thai airport and use American passport at American Airport. That i said see thai Tor Mor show Thai pass see American Tor Mor show American pass . If they ask show both pass
  3. ถ้าเดิมเคยเป็นคนไทยแต่เข้าด้วยพาสปอร์ตต่างชาติโดยไม่มีวีซ่า ให้นำหลักฐานว่าเคยเป็นคนไทยเช่นทะเบียนบ้านหรือบัตรประชาชนไปขออยู่ต่อได้1ปีที่ตรวจคนเข้าเมือง เสียค่าธรรมเนียม 1900 บาทครับ

คน 5 ประเภทที่ควรหลีกให้ไกล

คน 6 ประเภท

 

คน 5 ประเภทที่อยู่ใกล้แล้ว…ซวย
ในองค์กรถ้าเราไม่ได้ทำงานร่วมกันใกล้ชิด ก็ไม่เห็นว่าเป็นปัญหา แต่ถ้าต้องทำงานแบบตัวต่อตัว อันนี้..ยาพิษชัดๆ
1. ผีดูดเลือด
ผีแบบนี้ไม่ได้กินเลือดตรงๆ แต่เป็นแวมไพร์ดูดเอาพลังดีๆในองค์กรให้เแห้งเหือด สังเกตุว่าจะเป็นผีประเภทเข้ามาก็ต้องการความสนใจ อยากให้เราแก้ปัญหาให้ด่วน เรื่องแต่ละเรื่องที่เล่าก็จะประมาณว่าตัวเองลำบากยากเย็นอย่างไรในการทำงาน หรือมีเหตุผลร้อยแปดที่จะบอกว่าทำไมงานในองค์กรไม่สำเร็จ คือ สื่อสารแต่เรื่องร้ายๆที่ทำลายอารมณ์ดีๆ ทำลายบรรยากาศของคนทำงานด้วยกัน

2. ภูเขาไฟ
พวกเงียบๆแต่เก็บมันทุกแต้มที่คนทำไม่ดีกับตัวเองไว้ สร้างความกดดันให้ตัวเอง ไม่ยอมพูด สุดท้ายถ้าระเบิดออกมา คนจะงงว่า เฮ้ย..นิวเคลียร์ลง เฮ้ย..อะไรกันนี่ มันต้องขนาดนี้เลยหรือ

3. จิ้งจอก
เรียกได้ว่า frenemies พวกนี้ออกหน้าออกตาเป็นแม่ยกเราเลย เชียร์มันทุกเรื่อง ประมาณว่าฉันอยู่เคียงข้างเธอ แต่จะแอบก่อวินาศกรรมลับหลังในทุกสิ่งที่เราทำ ทำให้เราสูญเสียความมั่นใจ สัญญาว่าช่วยเต็มที่ แต่ทำไม่ได้ ซึ่งแน่นอนมีเหตุผลสวยงามตามมาด้วย มักจะใช้ทั้งภาษากาย ภาษาพูดเป็นมิตรเสมอเพื่อซ่อนความตั้งใจที่จะทำลายไว้อย่างแนบเนียน กว่าจะรู้ตัว..จิ้งจอกก็งาบเราเสียแล้ว

4. พยาธิ
พวกนี้มีเยอะ ปรสิตอยากได้หน้า เอาดีเข้าตัว พวกพยาธิจะรอกินตับ จ้องตอนที่คนมีแนวคิดดีๆพอแนวคิดเริ่มเป็นจริงเป็นจัง คนเริ่มสนใจ จะแทรกเข้ามาทันที ประมาณว่าเป็น idea’s sponsor เป็นคนอยู่เบื้องหลังความสำเร็จนั้น คือ เห็นขบวนพาเหรดแล้วรีบวิ่งมาอยู่แถวหน้าเลย
5. หมาเจ็บ
พวกชีวิตรันทด หดหู่ทั้งชาติ เอาเรื่องส่วนตัวมาเป็นข้ออ้างในที่ทำงาน ทำให้เราต้องเศร้าสลดตามเลยต้องมีข้อยกเว้นให้เสมอ อันนี้เรียกได้ว่าเป็นพวก temporary handicap

แบบนี้ทำงานด้วยไม่ไหว มันแสดงถึงความประพฤติปฏิบัติที่ขาดคุณธรรมจริยธรรม จรรยาวิชาชีพ ไม่เป็นมืออาชีพ มุ่งประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าประโยชน์องค์กร มันชวนปวดหัว ยิ่งอยู่ในองค์กรใหญ่ ยิ่งต้องปวดหัวมากเข้าไปอีก

แล้วจะพัฒนายังไง.. คำตอบ คือ Ctrl Alt Del
Ctrl = control yourself
Alt = look for an alternate solution
Del = delete the situation that hurts you
ก็ยังไม่หายนะ…คนแหล่านี้ไม่ต้องพัฒนา มันอยู่ใน DNA เป็นนิสัยถาวร ทำได้อย่างเดียว คือ กดพร้อมกัน Ctrl Alt Del

เจ็บส้นเท้า รองช้ำ

 

” รองช้ำ เจ็บส้นเท้า เพราะยืนนานเดินนาน “

โรคเอ็นฝ่า เท้าอักเสบ (รองช้ำ) คือภาวะที่มีการอักเสบของพังผืดใต้ฝ่าเท้า เป็นโรคที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะผู้หญิง หรือผู้ที่มีน้ำหนักมาก ในรายที่เป็นมานาน หรือไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสมอาการจะเรื้อรังมากขึ้น และมักเอกซเรย์พบหินปูนงอกบริเวณกระดูกส้นเท้าด้วย

ใครที่เสี่ยง…โรคเอ็นฝ่าเท้าอักเสบ

คนสูงอายุ เนื่องจากพังผืดฝ่าเท้ามีความยืดหยุ่นน้อยลง
คนที่มีน้ำหนักเกิน ทำให้พังผืดฝ่าเท้ารับแรงกระแทกมากขึ้น
คนที่มีอาชีพยืนหรือเดินมาก ทำให้พังผืดผ่าเท้าตึงเครียด
คนที่มีอุ้งเท้าสูง หรือแบนผิดปกติก็อาจมีปัจจัยเสี่ยงมากขึ้น
คนที่ใส่รองเท้าพื้นแข็งหรือพื้นบางเป็นประจำ

วิธีรักษาให้ลาขาด จากโรคเอ็นฝ่าเท้าอักเสบ

การพักและใช้ยาลดอาการอักเสบการลดการ เดิน (ใช้ไม้เท้าพยุง) การประคบความเย็นหรือน้ำแข็งประมาณ 20 นาที 3-4 ครั้งต่อวัน ในตอนเย็นจะช่วยลดอาการเจ็บปวดได้ดี
การรับประทานยาลดอาการอักเสบควรพิจารณาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และไม่ควรรับประทานต่อเนื่องนานเกิน 2-3 สัปดาห์
การบริหาร การบริหารอ็นร้อยหวายและพังผืดฝ่าเท้าที่เหมาะสม จะช่วยทั้งรักษาและป้องกันการเกิดโรคนี้ได้ดีที่สุด

การบริหาร เพื่อยืดเอ็นร้อยหวาย

ยืนหันหน้าเข้าข้างฝาผนัง แล้วยืนดันมือกับผนัง ก้าวขาที่ต้องการยืดไปด้านหลัง ส้นเท้าติดพื้นย่อเข่าหน้าจนรู้สึกตึงขาหลัง ทำค้างไว้ประมาณ 20-30 วินาที ทำซ้ำ 20 ครั้งต่อวันหรืออาจจะนั่งกับพื้นราบแล้วใช้ผ้าเช็ดตัวช่วยดึงปลายเท้าก็ได้

การบริหาร เพื่อยืดพังผืดฝ่าเท้า

การยืดพังผืดฝ่าเท้าทำได้โดยการนั่ง ไขว่ห้าง แล้วใช้มือดัดฝ่าเท้าขึ้นสุด จนรู้สึกดึงที่เอ็นฝ่าเท้า แล้วใช้นิ้วโป้งมืออีกข้างกดนวดตลอดแนวพังผืดผ่าเท้า นวดขึ้น-ลง หรือนวดเป็นวงกลม ให้นวดนานประมาณ 2-3 นาที ต่อครั้ง นวด 3-5 ครั้งต่อวัน หากมีอาการปวดให้ประคบน้ำแข็งหลังนวด

การใช้แผ่นรองส้นเท้า

การใช้แผ่นรองเท้าที่อ่อนนุ่ม หรือสวมรองเท้าที่เหมาะสม ก็ช่วยบรรเทาอาการปวดได้ดี และการใส่เฝือกอ่อนจะช่วยลดการเคลื่อนไหวที่ข้อเท่า อาจเป็นอีกทางเลือกที่ช่วยลดอาการอักเสบในช่วงแรกได้ดี

การรักษาด้วยความถื่ (Shockwave)

เป็นการกระตุ้นเอ็นพังผืดฝ่าเท้าให้มี เส้นเลือดมาเลี้ยงซ่อมแซมตัวเอง ได้ผลการรักษาใกล้เคียงการผ่าตัด แต่เป็นวิธีที่มีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง

การผ่าตัด

หากรับการรักษาแล้วแต่ยังมีอาการไม่หายขาด จึงมีความจำเป็นต้องรักษาด้วยการผ่าตัด
เพื่อผ่าตัดพังผืดเท้าบางส่วนและนำหินปูที่เกาะพังผืดออก

การฉีดยาลดอาการอักเสบ

ไม่ควรใช้ยาสเตียรอยด์เข้าบริเวณส้น เท้า เนื่องจากจะทำให้รักษาได้ยากขึ้น และมีความเสี่ยงต่อภาวะกระดูกติดเชื้อ ไขมันฝ่าเท้าฝ่อ หรือเอ็นฝ่าเท้าฉีกขาดซึ่งยากต่อการรักษามาก

ระวัง!!

ในบางกรณี การบาดเจ็บส้นเท้าอาจไม่ได้เกิดจากโรคเอ็นฝ่าเท้าอักเสบเพียงอย่างเดียวบาง ครั้งการบาดเจ็บส้นเท้า อาจไม่ได้เกิดจากโรคพังผืดฝ่าเท้าอักเสบเพียงอย่างเดียว ดังนั้นหากทำการบริหารแล้วยังมีอาการเจ็บอีก ผู้ป่วยควรรีบพบแพทย์เพื่อทำการรักษา

และประมาณ 90 % ของผู้ป่วยส่วนพังผืดฝ่าเท้าอักเสบ มักจะดีขึ้นหลังจาก 2 เดือน
หลังการรักษาที่เหมาะสม
Never-age.com ขอขอบพระคุณ 


และติดตามข่าวสารเกี่ยวกับ never-age ใน Facebook ของเราได้ที่

http://www.facebook.com/neverage.fan

บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป

 

10 เหตุผลน่ายี้ของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อยากสุขภาพดีต้องมองข้าม !

1. สารอาหารไม่ครบถ้วน
บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป 1 ซองมีสารอาหารหลัก ๆ อยู่แค่ไม่กี่อย่าง ซึ่งก็แน่นอนว่าไม่ครบถ้วนพอที่ร่างกายต้องการอยู่แล้ว นอกจากนี้เด็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ขวบ ก็ไม่ควรรับประทานบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปด้วย เนื่องจากบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปจะเป็นตัวบล็อกให้ร่างกายไม่สามารถดูดซึมสาร อาหารที่มีประโยชน์จากอาหารชนิดอื่นได้อีก

2. มีสารก่อมะเร็ง
สารสไตโรโฟม (Styrofoam) หรือสารเคมีที่พบมากในกล่องโฟม และพลาสติกทั้งหลาย เป็นสารที่ถูกพบว่ามีอยู่ในบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปด้วยเหมือนกัน ซึ่งไม่บอกก็คงพอจะเดากันออกว่าสารเคมีตัวนี้มีอันตรายอยู่ไม่น้อย และที่สำคัญก็เป็นสารที่เข้าไปกระตุ้นเซลล์มะเร็งในร่างกายของเราให้เจริญ เติบโตเร็วขึ้นด้วย ยิ่งถ้าเป็นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแบบถ้วยที่สะดวกและง่าย แต่รู้ไหมว่า บะหมี่ถ้วยนั้นทวีสารก่อมะเร็งอีกหลายเท่าเลยนะจ๊ะ

3. อันตรายต่อลูกในท้อง
หญิงตั้งครรภ์ทั้งหลายไม่ควรกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปอย่างยิ่ง เพราะนอกจากสารอาหารที่ได้ไม่ครบถ้วนแล้ว สารสังเคราะห์จากอาหารสำเร็จรูปยังมีส่วนทำให้เด็กในครรภ์ได้รับอันตราย บางรายอาจจะถึงขั้นแท้งบุตรเลยก็ได้ ฉะนั้นเลือกรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุที่มีประโยชน์ เช่น โฟเลต วิตามินบี แคลเซียม และเหล็กดีกว่านะ

4. เป็นอาหารขยะ
แม้ในบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปจะมีคาร์โบไฮเดรต ไขมัน เกลือแร่ และไฟเบอร์ แต่ก็มีผงชูรสในปริมาณที่เยอะมาก จนเทียบเท่าอาหารขยะทั่วไปเลยทีเดียว ฉะนั้นหากปล่อยให้ร่างกายคุ้นชินกับสารอาหารเหล่านี้เรื่อย ๆ ร่างกายเราก็จะขาดสารอาหารที่สำคัญ ๆ ไปหลายอย่างเลยล่ะ

5. โซเดียมสูง
เมื่อมีผงชูรสในปริมาณสูง ก็หมายความว่าโซเดียมที่มีอยู่ในบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปก็จะสูงตามไปด้วย และหากใครมีปริมาณโซเดียมในร่างกายมากเกินไป ก็จะเสี่ยงเป็นโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง ไตวาย และโรคอัมพาตได้เลยนะ
6. ผงชูรสเต็มเปี่ยม
โมโนโซเดียม กลูตาเมต (Mono sodium Glutamate) หรือที่เราคุ้นเคยกันในชื่อ ผงชูรส เป็นส่วนประกอบสำคัญอย่างหนึ่งในบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป เพราะจะช่วยชูรสให้มีรสชาติอร่อยกลมกล่อมมากยิ่งขึ้น ซึ่งใครที่มีอาการแพ้เจ้าผงชูรสนี้ ก็อาจได้รับผลกระทบแบบเฉียบพลันทันที โดยอาจจะมีอาการวิงเวียนศีรษะ อาเจียน หน้าแดงก่ำ คัน หรืออาการแพ้อื่น ๆ ตามมาได้ง่าย ๆ

7. โรคอ้วนถามหา
อาหารประเภทก๋วยเตี๋ยวเป็นอาหารที่ก่อให้เกิดโรคอ้วนได้ไม่ยาก เนื่องด้วยความที่มีโซเดียม และแป้งสูง จึงทำให้ร่างกายเกิดอาการบวมน้ำและมีน้ำหนักเกินได้ โดยเฉพาะกับคนที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย และไม่ควบคุมอาหารเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ฉะนั้นหากไม่อยากเสี่ยงเป็นโรคอ้วน ก็ควรงดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปกันตั้งแต่วันนี้เลยนะจ๊ะ

8. ก่อกวนระบบย่อยอาหาร
เนื่องจากบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมีแต่แป้งและคาร์โบไฮเดรตเป็นส่วนใหญ่ จึงจัดว่าเป็นอาหารที่ย่อยยาก และยังมีผลต่อระบบลำไส้และระบบย่อยอาหารของเราไม่น้อยเลย เพราะสารอาหารพวกนี้เคลื่อนที่ในลำไส้ได้ค่อนข้างลำบาก ด้วยเหตุนี้เลยกลายเป็นอาหารที่ไม่ควรรับประทานเท่าไร โดยเฉพาะคนที่มีปัญหาเรื่องระบบย่อยอาหารเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

9. ลดประสิทธิภาพระบบภูมิคุ้มกัน
โพรไพลีน ไกลคอน (Propylene Glycol) หรือ พีจี ที่มีอยู่ในบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป จะเข้าไปก่อกวนระบบภูมิคุ้มกันของเรา ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ จนอาจจะเป็นเหตุให้มีโรคแทรกซ้อนขึ้นมาได้ อีกทั้งสารโพรไพลีน ไกลคอนยังซึมซามลงสู่ตับ ไต หัวใจ และอวัยวะภายในเราได้ง่าย ๆ อีกด้วย รู้แบบนี้กลัวขึ้นมาหรือยังจ๊ะ

10. อัตราการเผาผลาญพลังงานในร่างกายลดลง
ทั้งสารสังเคราะห์จากธรรมชาติ สารแต่งกลิ่น แต่งสี และสารกันบูดในบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ล้วนแล้วแต่มีส่วนทำให้อัตราการเผาพลาญพลังงานในร่างกาย (Metabolism rate) ลดลงเรื่อย ๆ ยิ่งถ้าหิ้วท้องไว้กับบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปบ่อย ๆ ระบบเมตาบอลิซึมก็จะถดถอยลงเรื่อย ๆ จนเสี่ยงมีน้ำหนักเกินได้ในที่สุด

ถึง แม้บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปจะเป็นตัวเลือกที่ดีในเวลาที่เรารีบเร่ง กระเป๋าแฟบ หรือหิวแล้วหาอะไรรับประทานไม่ค่อยสะดวก แต่เมื่อได้รู้ด้านลบของเจ้าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแล้ว ก็ต้องบอกเลยว่าไม่น่าปล่อยให้เขาเข้ามาเกี่ยวข้องกับชีวิตจริง ๆ ฉะนั้น ต่อไปนี้ก็โบกมือบ๊ายบายบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปกู้ชีพกันดีกว่า แล้วหันไปคบหากับอาหารที่มีประโยชน์ควบคู่กับการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่ ดีกันเถอะนะจ๊ะ

ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.oknation.net/

ดีท๊อกลำไส้ แถมหน้าใสอีกต่างหาก

คุณเคยรู้มั้ยว่าลำไส้ของเราสกปรกแค่ไหน?

วันนี้มีวิธีทำความสะอาดลำไส้และทำให้หน้าท้องเล็กลงได้มาฝากค่ะ วิธีนี้ง่ายและทำได้จริง ถ้าทำได้ทุกวันหน้าใสจริงๆ

ลำไส้ของเราเมื่อมีไขมันเกาะมากๆๆ ไขมันเหล่านี้จะทำให้กระเพาะอาหารตับม้ามดูดซึมทุกอย่างได้แย่มาก อาหารที่ว่าง่ายนิดเดียว เอ๊ จะเป็นอาหารหรือเครื่องดื่มไม่แน่ใจ 555 ไม่รู้จะเรียกประเภทไหนดี

-ส่วนผสมมีดังนี้

1.  โยเกิร์ต ครึ่งถ้วย 
2.  นมสด 1 กล่อง 
3.  น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ 
4.  มะนาว 1 ลูก

-วิธีทำ
นำเครื่องปรุงทั้งหมดผสมให้เข้ากันชิมรสตามใจชอบเลยย หรืออยากทานเยอะก็ทบสองเท่าของทั้งหมด เป็นโยเกิร์ตหนึ่งถ้วย นมสดสองกล่อง น้ำผึ้งสองช้อน มะนาวสองลูก (กินให้หมดก็แล้วกัน >.<)

ทำเสร็จก็ยกกระดกแก้ว ทานง่ายกว่าเหล้าเบียร์
1.  ต้องดื่มตอนเช้า มื้อเดียวก่อนอาหาร มื้ออื่นไม่เห็นผล มะนาวก็ควรบีบแล้วกินทันที เพื่อรักษาคุณสมบัติวิตามินซีไว้

2. ควรดื่มน้ำตาม 1-2 แก้ว จะเห็นผลดียิ่งขึ้นแน่นอนน
3. จากนั้นเอาส่วนผสมที่ติดก้นแก้วมาทาหน้า ทิ้งไว้สัก 2-3 นาทีแล้วล้างออก (AHA หน้าขาวใสเราดีๆนี่เอง)ลองทำดูแล้วจะรู้ว่ามันเจ๋งจริงๆๆนะ แต่ต้องทานแต่เช้า ส่วนข้าวเช้าก็ทานปรกติ รับรองงระบบเมตาบอลิซึ่มก็ทำงานเพิ่มสองเท่า ข้าวเช้าก็ไม่อดด สุขภาพดี หน้าใสปิ้ง
เพราะ ส่วนผสมต่างๆเมื่อรวมกันแล้วกินลงไปมันจะช่วยในการปรับธาตุ ซึ่งการปรับธาตุไม่ต้องไปหาซื้อยาที่ไหนหรอกค่ะ หาเอาของในครัวมาทำก็ได้ แถมยังได้ประโยชน์ในการล้างพิษในลำไส้ ล้างไขมัน ช่วยระบบขับถ่าย     กินวันแรกๆ จะ เห็นเลยว่าอุจจาระจะเป็นสีดำ และไล่ลมในกระเพาะดีมาก ระยะต่อมา เมื่อลำไส้และกระเพาะอาหารในร่างกายปรับตัวได้กับอาหารที่กินแล้วจะเข้าสู่ ภาวะปกติ แต่ต่อมาจะมีความรู้สึกว่าหน้าท้องยุบลงไปเรื่อยควรกินทุกเช้าติดต่อกันทุกวันจนเป็นนิสัยนะคะ

ก่อนอื่นเราต้องมารู้จักว่าไขมันไอ้พวกที่เกาะผนังลำไส้เหรือที่ต่างๆเรามีโทษยังไงก่อน –   ไขมันที่เกาะในผนังลำไส้ กระเพาะอาหาร ตับ ม้ามให้ดูดซึมทุกอย่างบกพร่องเป็นเหตุให้เกิดโรคต่างๆ ได้ง่ายมาก

ถ้าไขมันเกาะที่
1. ถุงน้ำดี ทำให้นอนไม่หลับ อารมณ์ฉุนเฉียว นิ่วในไต สายตาเสื่อม ปวดเมื่อยตามร่างกาย

2. เลือดเลี้ยงสมองไม่พอ ทำให้มึนศรีษะ

3. ไตเสื่อม ทำให้ความจำลดลงและเป็นคนขี้หนาว

4. ม้ามชื้น ทำให้อาหารที่กินเข้าไปแปรสภาพเป็นไขมันเป็นผลทำให้อ้วนง่าย

5. ม้ามโต ทำให้เหนื่อยง่ายเพราะม้ามไปเบียดปอด

6. ถ้าไขมันเกาะลำไส้เล็กมากๆ จะทำให้ลำไส้เล็กไม่สามารถดูดซึมวิตามินซีได้ เป็นผลทำให้เป็นหวัดในตอนเช้าหรือหวัดเรื้อรัง กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ เกิดโรคภูมิแพ้

7. ถ้าไขมันในตับสูง การสร้างเม็ดเลือดจะลำบาก

ถ้าทำเมนูสุขภาพเมนูที่ว่านี้และทานทุกวัน คุณจะหายจากโรคพวกนี้ แม้จะใช้เวลาแต่มั่นใจได้ว่ามันจะไม่เพิ่มขึ้นหรือลุกลามแน่นอน

หมายเหตุ  หากมีต้องการบำรุงร่างกาย  เพิ่มไฟเบอร์(เส้นใยกวาดล้างลำไส้) ก็สามารถนำสูตรนี้มาปรับ โดยเพิ่ม น้ำ 1 แก้ว + apple + carrot นิด +มะเขือเทศหน่อย  นำไปปั่น
ทานทันทีตอนเช้า ได้อาหารเช้าหนึ่งมื้อ เป็นการลดไปในตัว     ส่วนที่ค้างอยู่ในเครื่องปั่นก็เอามาทาหน้าเหมือนเดิมคะ

ประโยชน์ น้ำกระชาย

น้ำกระชาย

เนื่องจากช่วงนี้กำลังป่วยจากอาการเส้นตึงมึนหัวคลื่นใส้ เลยหันมาดูแลสุขภาพตัวเองแบบสุดๆ ไม่ว่าจะเป็น นอนให้เร็วขึ้น ตื่นเช้าขึ้น กินข้าวให้เป็นเวลา นั่งสมาธิก่อนนอน และรวมไปถึงดื่มน้ำกระชาย

ทำไมต้องเป็นน้ำกระชาย
มีอาจารย์หมอที่นวดคลายเส้นให้ผมแนะนำมาว่าผมควรดื่มน้ำกระชายเป็นประจำเพราะจะช่วยให้อาการผมดีขึ้นได้และแถมได้ประโยชน์ด้วย โดยแกอ้างว่าน้ำกระชายจะช่วยทำให้กระดูกแข็งแรง ช่วยระบายลมในท้อง ช่วยคลายเส้น ทำให้สดชื่น และช่วยเพิ่มสมรรถภาพทางเพศด้วย

สรรพคุณน้ำกระชาย
ด้วยความที่ไม่เชื่อใครง่ายๆ ผมจึงลองค้นหาข้อมูลดูว่าจริงๆแล้วสรรพคุณของมันคืออะไร พบว่าหลายๆเวบเขียนตรงกันดังนี้ครับ (ที่เขียนตรงกันก็อาจจะเพราะก๊อปปี้มาจากที่เดียวกันก็ได้นะ)
1. บำรุงกระดูก(เพราะมีแคลเซียมสูง – ตรงกับที่อาจารย์หมอบอกเลย)
2. บำรุงสมอง เพราะทำให้เลือดเลี้ยงสมองส่วนกลางดีขึ้น
3. ปรับสมดุลของฮอร์โมน
เพิ่มเติม:
ในผู้หญิงถ้าฮอร์โมน เอสโตเจน มากเกินจะทำให้เพิ่มโอกาสเป็นมะเร็งเต้านมได้ ถ้าน้อยเกินจะมีโอกาสเป็นมะเร็งปากมดลูกได้ น้ำกระชายจะช่วยปรัสมดุลตรงนี้
ในผู้ชายก็จะช่วยปรับสมดุลฮอร์โมน เทสโทสเตอโรนด้วยเช่นกัน
4. ปรับสมดุลของความดันโลหิต(ความดันโลหิตที่สูงจะลดลง ความดันโลหิตที่ต่ำจะสูงขึ้น)
5. แก้โรคไต ทำให้ไตทำงานดีขึ้น
6. ป้องกันไทรอยด์เป็นพิษ
7. บำรุงมดลูก
8. แก้ปัญหาผมหงอก ผมร่วง(ผมขาวจะหลับมาดำด้วยนะ)
9. อาการกระเพราะปัสสาวะเกร็ง(กรณีนี้อาจใช้เม็ดบัวต้มกิน)
10. ควบคุมไม่ให้ต่อมลูกหมากโต
11. แก้ปัญหาใส้เลื่อน
12. บำรุงกำลัง
13. บำรุงหัวใจ
14. ลดอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่นจุกเสียด การที่กระชายช่วยลดอาการท้องอืดเฟ้อได้ เนื่องจากน้ำมันหอมระเหยช่วยขับลม
15. ช่วยให้ กะเพาะ และลำไส้เคลื่อนไหวดีขึ้น

วิธีทำน้ำกระชาย
1. กระชาย 1 กิโล(ล้างด้วยน้ำเกลือให้สะอาด) ต่อน้ำ 3 ลิตร(วันนึงไม่ควรกินเกิน 3 แก้ว หรือไม่เกิน 1 ลิตร)
2. เอากระชายไปปั่นให้ละเอียด ใส่น้ำลงไปจนครบ
3. เอาผ้าขาวมากรอกกากกระชายออกให้หมดครับ มันจะเหลือแต่น้ำสีเหลืองๆคล้ายน้ำมะนาว
4. น้ำกระชายที่ได้นี้สามารถเก็บไว้ในตู้เย็นได้ถึง 1 เดือน เพราะกระชายมีสรรพคุณฆ่าเชื้อโรคในตัวอยู่แล้ว
5. เวลาจะทานก็เทน้ำกระชายใส้แก้ว ผสมน้ำผึ้งลงไป 2 ช้อนโต๊ะ ก็พร้อมดื่มเลยทีเดียว(ใครอยากใส่มะนาวก็ได้นะ เค้าว่ามา)

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : ชวนกินดอทคอมและ
http://zenario.blogspot.com/2011/09/blog-post_12.html