รักคืออะไร

Standard

image

พี่น้อง…ให้อภัยแล้วให้โอกาส
สิ่งนี้เรียกว่า “รัก”

เมื่อเด็กน้อย ออกแรงนวดศีรษะให้พ่อ อย่างตั้งใจ
สิ่งนี้เรียกว่า”รัก”

เมื่อภรรยา…ชงชากาแฟให้สามี….ยามเขาเหนื่อยล้า…
สิ่งนี้เรียกว่า”รัก”

เมื่อแม่…แบ่งชิ้นเค้กที่ดีที่สุด อร่อยที่สุด…เพื่อลูก
สิ่งนี้เรียกว่า”รัก”

เมื่อเพื่อนนั่งอยู่ข้างๆให้กำลังใจ ในยามเราท้อแท้ สิ้นหวัง
สิ่งนี้เรียกว่า”รัก”

เมื่อพี่ชายโทรหาน้องสาว และถามว่าใกล้ถึงบ้านหรือยัง
สิ่งนี้เรียกว่า “รัก”

เพื่อนในไลน์ที่สวัสดี Good Morning ให้ทุกเช้า ให้สาระความรู้ที่เป็นประโยชน์ทั้งทางโลกและทางธรรม
สิ่งนี้เรียกว่า”รัก”

รัก..ไม่ใช่เพียงภาพผู้ชายและผู้หญิงกุมมือกัน..

รัก..ไม่ใช่ความหวานชื่น ความสุขในวัยหนุ่มสาว ..เท่านั้น

แต่…แท้จริงแล้ว “รัก” คือ….การกระทำเล็กๆ น้อยๆ ที่เราทำให้คนที่เรารักอยู่ตลอดเวลา…โดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย และอยากทำให้เรื่อยๆไม่รู้เบื่อ.. ที่จะทำ

ที่แท้แล้ว….ชื่อจริงของ…ความรัก คือ “การใส่ใจ”

สุดยอดของความรัก คือ ความใส่ใจ (ในกันและกัน)

เยื่อไผ่ ไม่ได้มาจากไผ่

Standard

2

เยื่อไผ่ในแกงจืดทำมาจากอะไร และมีประโยชน์ต่อร่างกายไหมเยื่อไผ่ มิได้มาจากต้นไผ่ เข้าใจถูกต้องแล้ว เพราะเยื่อไผ่นั้นหรือก็คือเห็ดชนิดหนึ่ง มีข้อมูลจากสำนักบริหารและรับรองห้องปฏิบัติการ กรมวิทยาศาสตร์บริการ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ให้ความกระจ่างว่า เห็ดเยื่อไผ่ หรือเรียกอีกชื่อว่าเห็ดร่างแห ด้วยมีลักษณะคล้ายร่างแห ตาข่าย มีก้านคล้ายฟองน้ำ เป็นอาหารยอดนิยม โดยมักนำมาปรุงเป็นส่วนผสมในแกงจืด เรียกแกงจืดเยื่อไผ่ ลักษณะของเห็ดเยื่อไผ่ เมื่อยังอ่อนมีลักษณะก้อนกลมสีขาวคล้ายฟองไข่นก เมื่อโตขึ้นลำต้นและหมวกเห็ดจะยืดตัวแทรกออกจากเปลือก มักขึ้นเป็นดอกเดี่ยวๆ และเมื่อโตเต็มที่มีลักษณะเด่นคือหมวกเห็ดมีรูปร่างเหมือนตา ข่ายหรือแห หรือกระโปรงลูกไม้ของสุภาพสตรี ก้านเห็ดเป็นรูพรุนคล้ายฟองน้ำ ส่วนบนสุดของดอกมักมีสีเข้ม ทำหน้าที่ผลิตสปอร์และกลิ่นที่เหม็นล่อแมลงเพื่อการขยายพันธุ์ เห็ดชนิดนี้มีหลายสี เช่น สีส้ม แดง ขาว เหลือง ชมพู มักขึ้นในป่าที่มีฝนชุกหรือป่าช่วงฤดูฝน

3

54

 

 

 

 

ในธรรมชาติ เห็ดเยื่อไผ่ขยายพันธุ์โดยสปอร์ซึ่งมีแมลงเป็น ตัวช่วย แต่ก็มีการเพาะเลี้ยงทั่วไปเพื่อการค้า เช่น ในประเทศจีนมีการเพาะเลี้ยง 2 ชนิด คือ ชนิดกระโปรงยาวสีขาว และกระโปรงสีแดง โดยเพาะเลี้ยงกันมานานมากกว่า 50 ปีแล้ว มีราคากิโลกรัมละประมาณ 3,000-5,000 บาท ขึ้นอยู่กับคุณภาพของเห็ด บางแห่งเพาะเลี้ยงตั้งแต่เริ่มต้นจนเก็บ ใช้เวลาประมาณ 60 วัน

 

เห็ดชนิดนี้มีหลายชื่อ เช่น ประเทศไทยเรียกเห็ดร่างแห เห็ดเยื่อไผ่ เยื่อไผ่ ภาคอีสานเรียกเห็ดคางแห เพราะหมวกเห็ดคล้ายแหจับปลา ส่วนต่างประเทศมีหลายชื่อเช่นกัน ทั้ง Bamboo mushroom, Long net stinkhorn, Basket stinkhorn, Veiled lady, King of mushroom, Netted stinkhorn, Dancing mushroom ที่มาของชื่อน่าสนใจเพราะตั้งตามลักษณะเด่น เช่น เห็ดเต้นรำ (Dancing mushroom) ที่มาจากการสังเกตตรงส่วนที่เป็นหมวกเห็ดมีลักษณะคล้ายกระโปรงลูกไม้ดังกล่าว เมื่อโดนลมพัดดูไปคล้ายผู้หญิงเต้นระบำ หรือในประเทศญี่ปุ่นเรียกว่า เห็ดราชา (King of mushroom) ส่วนที่ใช้คำว่า เจ้าแตรเหม็น “stinkhorn”ต่อท้ายชื่อ เพราะตรงส่วนบนสุดของเห็ดเป็นแหล่งผลิตสปอร์และมีกลิ่นเหม็นเพราะต้องการล่อแมลงให้มาดูดกินเพื่อการขยายพันธุ์ ดังที่บอกมาแล้ว

ในประเทศจีนมีเห็ดชนิดนี้ 9 ชนิด รับประทานได้เพียง 4 ชนิด ขณะที่ในประเทศไทย ภาคอีสานพบ 4 ชนิด คือเห็ดกระโปรงยาว สีขาว กระโปรงสั้นสีขาว กระโปรงสีส้ม และกระโปรงสีแดง ที่นิยมนำมารับประทานคือชนิดกระโปรงยาวสีขาวและกระโปรงสั้นสีขาว สำหรับสารอาหาร ประเทศที่จำหน่ายเห็ดระบุว่า เห็ดเยื่อไผ่แห้งจำนวน 100 กรัม ประกอบด้วยโปรตีน 26.3 กรัม ไขมัน 4.2 กรัม คาร์โบ ไฮเดรต 44.9 กรัม กาก 6.4 กรัม กรดอะมิโน 16 ชนิด และวิตามินอีกหลายชนิด

ชาวจีนนำเห็ดชนิดนี้มา ใช้ประโยชน์มาตั้งแต่เมื่อประมาณ 3,000 ปีแล้ว โดยจัดเป็นส่วนผสมในยา รวมถึงปรุงเป็นอาหาร ด้วยความเชื่อว่าสามารถลดคอเลสเตอรอล ลดความดันโลหิต บำรุงร่างกายเมื่ออ่อนแอ บรรเทาโรคที่เกี่ยวกับไต ตา ปอด ตับอักเสบ หวัด ช่วยระบบขับลม ลดความอ้วน แต่จากการศึกษาและมีรายงานระบุว่า นำมาเป็นส่วนผสมน้ำมันนวดแก้โรคเกาต์และรูมาติซึมได้ ส่วนประเทศแถบเอเชียนิยมรับประทานเห็ดที่ตากแห้ง โดยนำมาเติมน้ำร้อนและสามารถดื่มได้ทันที สำหรับประเทศไทยนิยมนำมาประกอบเป็นอาหาร เช่น ซุปเยื่อไผ่ แกงจืดเยื่อไผ่

อย่างไรก็ตามแม้ว่าเยื่อไผ่จะสามารถนำมาปรุงอาหารอร่อยได้มากมาย   แต่ก็ไม่ควรรับประทานมาก หรือ บ่อยเกินไป เพราะมีการตรวจพบสารฟอกขาวในเยื่อไผ่ หากรับประทานบ่อยๆ อาจมีผลกระทบต่อร่างกายของเรา

http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TURONWIzVXdNakF6TURRMU5RPT0

คุณคนดียวก็สามารถเปลี่ยนโลกได้

Standard

น่าอ่านมากๆ
สุนทรพจน์ “คนรุ่นใหม่ทำอะไรให้แก่โลกได้บ้าง?”
…………………..

นักศึกษาคณะนิติศาสตร์ ม.ปักกิ่ง คนหนึ่ง ไปพูดประกวดสุนทรพจน์ในรายการทีวีสั้นๆ 3 นาที ในหัวข้อใหญ่โตว่า คนรุ่นใหม่ทำอะไรให้แก่โลกได้บ้าง กลายเป็นคลิปที่แชร์กันมากในโซเชียลมีเดียของจีน ผมลองแปลแบบจับใจความดู แชร์ให้เพื่อนๆ อ่าน
_______________________________________________

ฉันเป็นนักศึกษาคณะนิติศาสตร์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ทุกคนของฉัน เคยพูดว่า “กฎหมายบัญญัติไว้ว่าอย่างนี้ แต่ในทางปฏิบัติในชีวิตความเป็นจริง…”

ชีวิตความเป็นจริงเป็นโลกที่น่าพิศวง ในชีวิตความเป็นจริง คนซื่อๆ ที่ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์อย่างเคร่งครัด มักใช้ชีวิตเงียบๆ ไม่มีชื่อเสียงเรียงนาม, ส่วนคนที่มากเล่ห์เพทุบาย สุดท้ายกลับมีทั้งชื่อเสียงมีลาภสมบัติ

เพราะฉะนั้น เด็กไร้เดียงสาอย่างฉัน จึงมักมีรุ่นพี่ที่มากประสบการณ์ มาตบไหล่ฉันเบาๆ ด้วยความเอ็นดู และบอกฉันว่า “เด็กน้อย รอจนเธอเข้าใจโลกเสียก่อน”

สิ่งที่ฉันอยากถาม ก็คือ คนหนุ่มสาวอย่างฉัน สามารถทำอะไรให้กับโลกได้บ้าง

วันหนึ่งข้างหน้า ผู้ว่าแบงค์ชาติ จะเป็นคนที่เกิดหลังปี 1990

นักธุรกิจชั้นนำจะเป็นคนที่เกิดหลังปี 1990

แม้กระทั่งประธานาธิบดี ก็จะเป็นคนที่เกิดหลังปี 1990

ในวันที่ทั้งสังคมเป็นที่ยืนของคนที่เกิดยุคหลังปี 1990

ฉันอยากถามเพื่อนร่วมรุ่นทุกคนว่า พวกเราอยากให้สังคมเป็นเช่นไร

ฉันรู้ดีว่า ไม่ใช่ทุกคนสามารถก้าวขึ้นมา ฝันฝ่าพายุและคลื่นลม จนเป็นผู้กำหนดชะตากรรมของประเทศชาติ

ฉันและคุณ ล้วนเป็นคนเล็กๆ ธรรมดาๆ ภายในกลไกเครื่องจักรสังคมอันมหึมา พวกเราเป็นเพียงหมุดตะปูตัวเล็กๆ

– สมัยเรียนหนังสือ พ่อแม่พูดทุกวันว่า ให้ตั้งใจเรียนเป็นอันดับแรกอย่าเพิ่งสนใจอย่างอื่น

– พอถึงวันจบการศึกษา พวกเราก็เที่ยวเอาจดหมายสมัครงานหว่านไปทั่วด้วยความหวังว่าจะมีบริษัทรับเข้าทำงาน

– ผ่านไปไม่กี่ปี ก็ถูกกดดันให้แต่งงาน ซื้อบ้าน แล้วก็ใช้เวลาอีกประมาณ 20 ปีแรกของชีวิตการทำงานช่วงที่มีกำลังเต็มที่ หาเงินมาใช้หนี้

– จนทำให้คนหนุ่มสาวยุ่งกับการใช้ชีวิต จนไม่เหลือความฝัน

ไม่มีเวลาสนใจการเมือง

ไม่มีเวลาสนใจสิ่งแวดล้อม

ไม่มีเวลาสนใจชะตากรรมบ้านเมือง

แล้วจะยังเหลือกำลังวังชา ทำอะไรให้แก่สังคมส่วนรวมได้อีก

……. แต่ภายหลังฉันพบว่า มีอยู่อย่างหนึ่งที่ฉันและคุณทำได้

……..สิ่งนี้ก็คือ คนรุ่นเรา ไม่ว่าจะเดินไปในเส้นทางใด ขอ…อย่าได้ทำชั่ว……

**** ขอแค่อย่าเปลี่ยนเป็นผู้ใหญ่แบบที่เราเคยรังเกียจในสมัยเด็ก ****

ถ้าต่อไปเราเป็นคนขายของแผงลอย ก็อย่าเอาน้ำมันทิ้งแล้วมาทอดของขาย

ถ้าขายผลไม้ ก็อย่าโกงน้ำหนักตราชั่ง

ถ้าเปิดโรงงาน เป็นเจ้านายคน ก็อย่ากดค่าแรง ลดคุณภาพวัตถุดิบ ผลิตของด้อยคุณภาพ

คนธรรมดาหนึ่งคน ในตำแหน่งหน้าที่การงานที่แสนธรรมดา ถ้าทำหน้าที่ของตนให้ดีได้ ย่อมเป็นสิ่งที่มีคุณค่ามาก

…. เพราะเราทุกคน ตั้งแต่วันที่เราเกิดมา ก็มีผลเปลี่ยนแปลงโลก

ฉันเป็นนักศึกษากฎหมาย ถ้าในภายภาคหน้า ฉันสามารถเป็นผู้พิพากษาที่มีความยุติธรรม สังคมของเรา ก็จะมีผู้พิพากษาที่ดีเพิ่มขึ้นอีก 1 คน

และย่อมเป็นสังคมที่ดีขึ้นอย่างน้อยก็นิดนึง

ฉันหวังว่า ทุกคนจะตระหนักว่า…….. แม้จะมีเหตุผลอันน่าเห็นใจแสนอย่างรองรับการทำชั่ว ตัวเราก็ต้องรักษามาตรฐานศีลธรรมของเราไว้ ด้วยเหตุผลเดียว นั่นก็คือ……  เราไม่ใช่สัตว์ป่าผู้โหยหิว แต่เป็นมนุษย์ผู้รู้ผิดชอบชั่วดี

****** เพื่อนร่วมรุ่นหนุ่มสาวของฉัน พวกเราสามารถเป็นคนหนุ่มสาวที่มีคุณภาพ ตลอดชีวิตเกลียดชังความชั่ว ไม่ปล่อยตัวตามกระแสแห่งคลื่นลม ไม่รับใช้ผู้มีอำนาจอย่างหลับหูหลับตา ไม่ลืมหลักการ ไม่ลืมความเป็นมนุษย์

ดังนั้น ฉันขอฝากถึงเพื่อนร่วมรุ่นที่รักทุกคน ถ้าในอนาคต มีคนพูดกับคุณว่า เธออย่าสะเออะมาเป็นนักศีลธรรม รู้จักปรับตัวเข้าสังคมบ้าง

เมื่อเวลานั้น เธอก็ควรมีความกล้าหาญเพียงพอ ที่จะตอบว่า ก็ฉันไม่เหมือนคุณนี่

ฉันไม่ได้มาเปลี่ยนตัวเองเพื่อเข้าสังคม

ฉันมามีส่วนเปลี่ยนแปลงสังคม

http://v.youku.com/v_show/id_XODQ2NTY0Nzg0.html?from=s1.8-1-1.2

Credit : อ.อาร์ม ตั้งนิรันดร

อ. อาร์ม ตั้งนิรันทร์
เป็นอาจารย์ประจำที่คณะนิติศาสตร์จุฬา
จบตรีกฎหมายจาก ม.ปักกิ่ง โทกฎหมายจาก ม.ฮาร์วาร์ด
ปัจจุบันกำลังทำปริญญาเอกทางกฎหมายที่ ม.ฮาร์วาร์ด

—————————

ส่งต่อความดี ( Pay it forward) ทฤษฏีเปลี่ยนโลก

https://ac127.wordpress.com/2014/12/10/ส่งต่อความดี-หรือ-ลูกโซ/

ไตลูก ไตแม่

Standard

เด็กชายคนนี้กำลังจะตาย และเขาร้องขอสัญญาข้อหนึ่งที่ทำให้แม่น้ำตาไหล

ไม่ว่าพ่อแม่คนไหนก็ล้วนรักลูกดั่งดวงใจ แต่บนโลกใบนี้จะมีลูกสักกี่คนที่รักพ่อแม่มากกว่า แม้กระทั่งชีวิตตนเอง และนั่น คือ สิ่งที่เกิดขึ้นกับหนูน้อยชาวจีนคนนี้ที่ได้ทำสัญญาข้อหนึ่งกับแม่ก่อนตาย ซึ่งสิ่งที่เขาร้องขอจะทำให้คุณสะเทือนลึกถึงขั้วหัวใจ!!!

A 7-year-old boy dying of cancer has had his wish to save the life of his mother fulfilled. Brave Chen Xiaotian passed away on Wednesday after a long battle with brain cancer. In the months before his death, Chen insisted his kidney be donated to his mother who is battling uremia. Doctors successfully performed the transplant just hours after the youngster’s death.

Read the rest of this entry

ขั้นตอนการสอบใบขับขี่

Standard

  โดยมาตรการการทดสอบเพื่อขอรับใบขับขี่ใหม่นั้น จะมุ่งเน้นไปยังการสอบข้อเขียน ซึ่งจากเดิมที่มีการรวบรวมไว้ในระบบ 300 ข้อ และเลือกคำถามมาทดสอบ 35 ข้อนั้น จะถูกปรับให้เพิ่มคำถามไว้ในระบบเป็น 1,000 ข้อ และเลือกคำถามมาทดสอบเป็น 50 ข้อ

     นอกจากนั้น เกณฑ์การวัดผลยังถูกปรับเปลี่ยนจาก 75% มาเป็น 90% ซึ่งหมายความว่าจากเดิม ที่ต้องตอบคำถามให้ถูกต้องมากกว่า 23 ข้อจาก 35 ข้อ มาเป็นตอบถูกมากกว่า 45 ข้อจาก 50 ข้อ ทำให้เหลือโอกาสตอบผิดเพียงแค่ 5 ข้อเท่านั้น ซึ่งถือเป็นทางออกที่ดีที่จะทำให้ผู้สอบ มีความรู้ความเข้าใจในกฎจราจรมากขึ้นนั่นเอง

     ส่วนการอบรมการจราจร 4 ชั่วโมงก่อนเข้าทดสอบข้อเขียนนั้น กรมการขนส่งเห็นว่าปัจจุบันมีผู้ขอรับใบขับขี่เป็นจำนวนมาก ต้องมีการจองคิว โดยเฉพาะในเขตพื้นที่ กทม. จึงเตรียมให้ใช้พื้นที่สถาบันการศึกษา เพื่อการอบรมทดสอบผู้ที่ต้องการสอบใบขับขี่แทน แล้วนำมาสอบใบขับขี่ได้ทันที โดยไม่ต้องเข้าอบรมที่กรมการขนส่ง

     ส่วนการทดสอบทดสอบขับรถนั้น ยังคงใช้มาตรการเดิมอยู่ต่อไป

5

ขั้นตอนการสอบขับรถยนต์แบบใหม่ ปี 2557

ขั้นตอนการอบรมและทดสอบของขนส่ง

วันแรก : ยื่นเอกสารเพื่อจองวันอบรม (ยื่นเอกสารได้ตั้งแต่เวลา 7.00-15.00 น.)

วันอบรม :

8.00 น. – 9.00 น.      รับเรื่องทดสอบสมรรถภาพทางร่างกาย

9.30  น.                    รายงานตัวเข้าห้องอบรม

10.00 น. – 12.00 น.   อบรมช่วงที่หนึ่ง  2 ชั่วโมง

12.00 น. – 13.00 น.   พักเที่ยง

13.00 น.                    อบรมช่วงที่สอง 2 ชั่วโมง

15.00 น. – 16.30 น.   ทดสอบข้อเขียน   50  ข้อ

ทดสอบขับรถในวันทำการถัดไป แต่…ไม่เกิน 90 วัน จากวันที่ยื่นเรื่องวันแรก

คุณสมบัติของผู้ที่ต้องการสอบเพื่อขอรับใบอนุญาตขับขี่

– ต้องมีอายุครบ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป

– ต้องไม่มีใบอนุญาตขับรถชนิดเดียวกันอยู่แล้ว

– ต้องเป็นผู้ที่ไม่อยู่ระหว่างการถูกยึดหรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่

หมายเหตุ สำหรับผู้ที่มีร่างกายพิการ ดังต่อไปนี้ เช่น แขนขาดข้างเดียว ขาขาดข้างเดียว ตาบอดข้างเดียว ลำตัวพิการ หูหนวก เมื่อต้องการมีใบอนุญาตขับขี่ ต้องขอคำปรึกษาจากเจ้าหน้าที่ขนส่งฯ ก่อน จึงจะทำได้


หลักฐานประกอบคำขอการสอบเพื่อขออนุญาตมีใบขับขี่

1. บัตรประชาชนตัวจริงพร้อมใบสำเนา (หรือบัตรประจำตัวข้าราชการพร้อมใบสำเนาที่ใช้แทนบัตรประชาชน)

2. ใบรับรองแพทย์ตัวจริง ไม่เกิน 1 เดือน ที่รับรองว่าผู้ขอไม่มีโรคประจำตัวที่อาจเป็นอันตรายขณะขับรถ


ขั้นตอนการยื่นหลักฐานและการสอบเพื่อขอรับใบอนุญาตขับขี่

1. ยื่นเอกสารและหลักฐานในการขอรับใบอนุญาตขับขี่

2. สอบสมรรถภาพทางร่างกาย (ทดสอบสายตาบอดสี /ทดสอบสายตาทางลึก / ทดสอบสายตาทางกว้าง

ทดสอบการใช้เท้า)

3. ทดสอบข้อเขียนหรือตอบคำถามจากโจทย์ (คำถามมี 50 ข้อ ต้องตอบให้ถูก 45 ข้อขึ้นไป)


วันสอบปฏิบัติขับรถ :

4.1 การขับรถเดินหน้าและหยุดรถเทียบทางเท้า
….1. ด้านซ้ายของรถต้องขนานขอบทางและห่างจากขอบทางไม่เกิน 25 เซนติเมตร
….2. กันชนหน้า หรือ ล้อหน้าสุด หรื อขอบล้อสำหรับที่ไม่มีกันชนหน้า ต้องไม่ล้ำเกินจุดหยุดรถข้างทาง และ ต้องอยู่ห่างจากจุดหยุดรถนั้น ไม่เกิน 1 เมตร
….3. ต้องไม่ขับรถปีนทางเท้าหรือขอบทาง

4.2การขับรถเดินหน้าและถอยหลังในทางตรง ให้เลือกทดสอบแบบใดแบบหนึ่ง ดังนี้
แบบที่ 1 ให้ขับรถเดินหน้าและถอยหลังออกโดยตลอดช่องเดินรถ ซึ่งประกอบด้วยหลักที่ตั้งไว้ในแนวตรงขนานกัน 2 แถว มีความยาวประมาณ 10 – 12 เมตร หลักแต่ละหลักในแถวเดียวกัน มีระยะห่าง 1.5 เมตร ส่วนความกว้างของช่องเดินรถเท่ากับความกว้างสุดของตัวรถบวกกับอีก 50 เซนติเมตร ต้องไม่ขับรถชนหรือเบียดหลัก
แบบที่ 2 ให้ขับรถเดินหน้าถอยหลังเข้าช่องทางที่กำหนดซึ่งมีขนาดความกว้าง 2.50 เมตร ล้อรถต้องไม่ทับเส้นแบ่งช่องทาง ไม่ชน หรือปีนขอบทาง

4.3 การขับรถถอยหลังเข้าจอด
นำรถถอยหลังเข้าจอด โดยท้ายรถต้องตั้งฉากกับขอบทาง ล้อรถต้องไม่ทับเส้นแบ่งช่องทาง ไม่ปีน หรือไม่ตกขอบทาง แต่ให้ชนหรือเบียบขอบทางได้


การดำเนินการเกี่ยวกับใบอนุญาตขับรถตามพ.ร.บ.รถยนต์

ชนิดของใบอนุญาตขับรถตามพ.ร.บ.รถยนต์ 2522 แบ่งออกเป็น 10 ชนิดดังนี้

ชนิดที่ 1     ใบอนุญาตขับรถยนต์ชั่วคราว มีอายุ 1 ปี ได้แก่
– ใบอนุญาตขับรถยนต์ส่วนบุคคลชั่วคราว
– ใบอนุญาตขับรถยนต์สามล้อส่วนบุคคลชั่วคราว
– ใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์ชั่วคราวชนิดที่ 2     ใบอนุญาตขับรถยนต์ส่วนบุคคลได้แก่
– ใบอนุญาตขับรถยนต์ส่วนบุคคล มีอายุ 1 ปี
– ใบอนุญาตขับรถยนต์ส่วนบุคคลตลอดชีพชนิดที่ 3     ใบอนุญาตขับรถยนต์สามล้อส่วนบุคคล ได้แก่
– ใบอนุญาตขับรถยนต์สามล้อส่วนบุคคล มีอายุ 1 ปี
– ใบอนุญาตขับรถยนต์สามล้อส่วนบุคคลตลอดชีพ

ชนิดที่ 4     ใบอนุญาตขับรถยนต์สาธารณะ มีอายุ 1 ปี

ชนิดที่ 5     ใบอนุญาตขับรถยนต์สามล้อสาธารณะ มีอายุ 1 ปี

ชนิดที่
6     ใบอนุญาตขับรถจักรยนต์ ได้แก่
– ใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์   มีอายุ 1 ปี
– ใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์ตลอดชีพ

ชนิดที่ 7     ใบอนุญาตขับรถบดถนน มีอายุ 3 ปี

ชนิดที่ 8     ใบอนุญาตขับรถแทรกเตอร์ มีอายุ 3 ปี

ชนิดที่ 9     ใบอนุญาตขับรถชนิดอื่นนอกจาก(1) ถึง (8) เช่น รถใช้งานเกษตรกรรม มีอายุ 1 ปี

ชนิดที่10    ใบอนุญาตขับรถระหว่างประเทศสำหรับรถยนต์ส่วนบุคคลหรือรถจักรยานยนต์ มีอายุ 1 ปี

 

การขอรับใบอนุญาตขับรถยนต์ชั่วคราวและใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์ชั่วคราว

     ผู้ขอรับใบอนุญาตต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์ (ยกเว้นสำหรับรถจักรยานยนต์ความจุ กระบอกสูบขนาดไม่เกิน 90 ซีซีต้องมีอายุไม่ต่ำ กว่า 15 ปี บริบูรณ์)และต้องไม่เป็นผู้มีร่างกาย บกพร่อง เช่น ตาบอด ตาบอดสี หรือหูหนวก

การยื่นคำขอรับใบอนุญาตสำหรับผู้มีลำเนาอยู่ในกรุงเทพฯ ให้ยื่นคำขอที่สำนักทะเบียนและภาษีรถ กรมการขนส่งทางบก
สำนักงานขนส่งเขตพื้นที่ 1, 2, 3 และ 4 ส่วนผู้มีลำเนาอยู่ต่างจังหวัดให้ยื่นคำขอที่ สำนักงานขนส่งจังหวัด หรือสำนักงานขนส่งจังหวัดสาขาแล้วแต่กรณี

หลักฐานประกอบคำขอ
1. บัตรประจำตัวประชาชนหรือบัตรอื่นซึ่งใช้แทนบัตรประจำตัวประชาชน หรือใบสำคัญ ประจำตัวคนต่างด้าวพร้อมภาพถ่าย
2. สำเนาทะเบียนบ้านหรือใบสำคัญถิ่นที่อยู่พร้อมภาพถ่าย
3. ใบรับรองแพทย์แสดงว่าผู้ขอไม่มีโรคประจำตัวอันอาจเป็นอันตรายขณะขับรถ และไม่เป็นบุคคลวิกลจริตหรือจิตฟั่นเฟือน
4. รูปถ่าย ขนาด 3 x 4 ซ.ม.   ซึ่งถ่ายไม่เกินหกเดือนจำนวน 2 รูป

** กรณีที่เป็นชาวต่างประเทศ ให้ใช้หนังสือเดินทางที่ได้รับ VISA ประเภท NON – IMMIGRANT แทนบัตรประจำตัวประชาชน และหนังสือรับรองถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย จากสถานทูต หรือหน่วยราชการ แทนสำเนาทะเบียนบ้าน **

** ถ้าผู้ขอรับใบอนุญาตขับรถมีใบอนุญาตขับรถดังต่อไปนี้ให้นำมาด้วย พร้อมภาพถ่าย เพื่อจะได้รับสิทธิ์ยกเว้นการทดสอบบางประการ     ดังนี้
– ใบอนุญาตเป็นผู้ขับรถตามกฎหมายว่าด้วยการขนส่งทางบกซึ่งยังไม่สิ้นอายุพร้อมภาพถ่าย จะได้รับยกเว้นไม่ต้องทดสอบใด ๆ
– ใบอนุญาตขับรถตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ทหาร
– ใบอนุญาตขับรถระหว่างประเทศสำหรับรถยนต์ส่วนบุคคลหรือรถจักรยานยนต์ ตามอนุสัญญาว่าด้วยการจราจรทางถนนทำ ณ นครเจนิวา ค.ศ.1949
– ใบอนุญาตขับรถซึ่งต่างประเทศออกให้และยังไม่สิ้นอายุ พร้อมภาพถ่าย โดยใบอนุญาตขับรถต่างประเทศดังกล่าวต้องแปลเป็นภาษาอังกฤษหรือแปลเป็นภาษาไทย ซึ่งรับรองคำแปลโดยสถานทูตมาด้วย จะได้รับยกเว้นไม่ต้องทดสอบข้อเขียนและทดสอบขับรถ

ขั้นตอนการดำเนินการ
1. ยื่นคำขอพร้อมหลักฐานประกอบคำขอ
2. ทดสอบสายตาบอดสี
3. เข้ารับการอบรมโดยใช้เวลาอบรม 2 ชั่วโมงเพื่อให้ความรู้ เกี่ยวกับกฎหมายจราจรทางบก
รอบเช้า 8.00-9.00 น.
รอบบ่าย 13.00 น.
4. เข้ารับการทดสอบสายตาบอดสีโดยให้อ่านสีในแผ่นทดสอบ
5. เข้ารับการทดสอบข้อเขียนเกี่ยวกับข้อบังคับในการเดินรถ
6. เข้ารับการทดสอบขับรถ
7. เสียค่าธรรมเนียมคำขอ ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตขับรถ
8. รอรับใบอนุญาต

4

การขอรับใบอนุญาตขับรถยนต์สาธารณะ หรือรถยนต์สามล้อสาธารณะพร้อมบัตรประจำตัวผู้ขับรถ

ผู้ขอรับใบอนุญาตต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 25 ปีบริบูรณ ์และต้องเป็นผู้ที่ได้รับใบอนุญาต ขับรถยนต์ส่วนบุคคลชั่วคราวหรือรถยนต์สามล้อส่วนบุคคลชั่วคราวมาแล้ว ไม่น้อยกว่าหนึ่งปี หรือได้รับใบอนุญาตขับรถยนต์ส่วนบุคคลหนึ่งปีหรือรถยนต์สามล้อส่วนบุคคลหนึ่งปี หรือได้รับใบอนุญาตขับรถยนต์ส่วนบุคคลตลอดชีพ หรือรถยนต์สามล้อส่วนบุคคลตลอดชีพ แล้วแต่กรณีอยู่แล้วตลอดจนต้องไม่เป็นผู้มีร่างกายบกพร่อง เช่น ตาบอด ตาบอดสี หรือหูหนวก

การยื่นคำขอรับใบอนุญาตสำหรับผู้มีลำเนาอยู่ในกรุงเทพฯให้ยื่นคำขอที่สำนักทะเบียนและภาษีรถ กรมการขนส่งทางบก  สำนักงานขนส่งเขตพื้นที่ 1, 2, 3 และ 4 ส่วนผู้มีลำเนาอยู่ต่างจังหวัดให้ยื่นคำขอที่ สำนักงานขนส่งจังหวัด หรือสำนักงานขนส่งจังหวัดสาขาแล้วแต่กรณี

หลักฐานประกอบคำขอ
1. ใบอนุญาตขับรถยนต์ส่วนบุคคลชั่วคราว หรือรถยนต์สามล้อส่วนบุคคลชั่วคราวซึ่งมีอายุไม่น้อยกว่า 1 ปี หรือใบอนุญาตขับรถยนต์ส่วนบุคคลหนึ่งปี หรือรถยนต์สามล้อส่วนบุคคลหนึ่งปีหรือใบอนุญาตขับรถยนต์ส่วนบุคคลตลอดชีพหรือรถยนต์สามล้อส่วนบุคคลตลอดชีพ แล้วแต่กรณี พร้อมภาพถ่าย
2. บัตรประจำตัวประชาชน หรือบัตรอื่นซึ่งใช้แทนบัตรประจำตัวประชาชนพร้อมภาพถ่าย
3. สำเนาทะเบียนบ้าน พร้อมภาพถ่าย
4. ใบรับรองแพทย์แสดงว่าผู้ขอไม่มีโรคประจำตัวอันอาจเป็นอันตรายขณะขับรถ ไม่เป็นผู้มีโรคติดต่อที่น่ารังเกียจตามที่กำหนดในกฏกระทรวง ไม่เป็นผู้ติดสุรายาเมา หรือยาเสพติดให้โทษ และไม่เป็นบุคคลวิกลจริตหรือจิตฟั่นเฟือน
5. รูปถ่าย ขนาด 1 นิ้ว จำนวน 2 รูป และขนาด 3 นิ้ว จำนวน 3 รูป ถ่ายไม่เกินหกเดือน

ขั้นตอนดำเนินการ
1. ยื่นคำขอพร้อมหลักฐานประกอบคำขอ
2. เข้ารับการทดสอบข้อเขียนเกี่ยวกับข้อบังคับในการเดินรถ
3. รับหนังสือตรวจสอบความประพฤติและประวัติอาชญากร แล้วนำไปยื่นยัง สถานีตำรวจท้องที่ ที่ผู้ขอมีภูมิลำเนาอยู่  เพื่อจัดพิมพ์ลายนิ้วมือตรวจสอบประวัติต่อไป
4. กรณีผู้ขอรับเป็นข้าราชการ ลูกจ้าง หรือพนักงานรัฐวิสาหกิจ ให้ใช้หนังสือรับรองจากหน่วยงานต้นสังกัด ซึ่งผู้รับรองต้องมีตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้อำนวยการกองหรือเทียบเท่าโดยรับรองว่า ผู้ขอเป็นผู้มีความประพฤติดี ไม่เคยต้องโทษทางคดีอาญามาก่อนแทนการพิมพ์ลายนิ้วมือได้
ผู้มีหนังสือรับรองความประพฤติมาแสดง สามารถเสียค่าธรรมเนียมคำขอ ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตและรับใบอนุญาตได้โดยทันที แต่สำหรับผู้ที่พิมพ์ลายนิ้วมือสอบประวัติและเป็นผู้ที่มีภูมิลำเนาอยู่ในกรุงเทพฯ จะต้องรอผลการตรวจสอบประวัติว่า ไม่ขาดคุณสมบัติตามกฎหมาย แล้วจึงจะชำระค่าธรรมเนียมและออกใบอนุญาตขับรถให้ ส่วนกรณีผู้มีภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัดอื่นนอกจากกรุงเทพฯ ให้เสียค่าธรรมเนียม และออกใบอนุญาตไปก่อนโดยไม่ต้องรอผล การตรวจสอบประวัติ แต่ต้องทราบผลก่อนการต่ออายุใบอนุญาตในคราวต่อไป

หากผลการตรวจสอบปรากฏว่าเป็นผู้มีประวัติ และขาดคุณสมบัติจะถูกเพิกถอนใบอนุญาตโดยทันที กรณีที่ใบอนุญาตขับรถยนต์ส่วนบุคคลชั่วคราว หรือรถยนต์สามล้อส่วนบุคคล ชั่วคราวหรือใบอนุญาตขับรถยนต์ส่วนบุคคลหนึ่งปี หรือรถยนต์สามล้อส่วนบุคคลหนึ่งปี แล้วแต่กรณีที่นำมาประกอบคำขอ สิ้นอายุแล้วเกินกว่า 1 ปี แต่ไม่เกิน 3 ปี ต้อง ทดสอบสายตาบอดสี และทดสอบข้อเขียนก่อน แต่ถ้าสิ้นอายุแล้วเกินกว่า 3 ปี ต้องสอบขับรถในสนามทดสอบด้วย จึงจะออกใบอนุญาตขับรถสาธารณะให้

โดยการทดสอบขับรถทุกชนิด (ยกเว้นรถจักรยานยนต์ รถแทรกเตอร์ รถบดถนน) ให้ทดสอบขับรถ จำนวน 3 ท่า จาก 7 ท่า  (ตามความเหมาะสมของสนามทดสอบ) เมื่อสอบผ่านให้ถือเอกสารกลับไปยื่นเรื่องที่ส่งเอกสารขอใบอนุญาตตอนแรก และรอคิวทำบัตรได้ทันที

 7

ที่มา http://www.bkkdriving.com/index.php?mo=59&action=page&id=263574



คนที่ถูกเพิกถอนใบขับขี่

เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ( 27 เม.ย. 58 ) ออกมาเผยแพร่เกี่ยวกับเงื่อนไขการขอใบอนุญาตขับรถใหม่ โดยระบุว่า… ผู้ที่เคยถูกเพิกถอนใบขับขี่นั้น ต้องเข้าสู่กระบวนการสอบใหม่ ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ รถสามล้อ รถจักรยานยนต์ จะได้ใบขับขี่แบบชั่วคราว
นอกจากนี้ ต้องเข้าอบรมเสริมสร้างพฤติกรรมการขับขี่บนท้องถนนไม่ต่ำกว่า 3 ชั่วโมง โดยมีผลบังคับใช้ใน วันที่ 1 กันยายน 2558 นี้

 โดยพระราชบัญญัติรถยนต์ (ฉบับที่ 17) พ.ศ. 2557 อธิบดีกรมการขนส่งทางบกกําหนดเงื่อนไขในการพิจารณาการออกใบอนุญาตขับรถ สําหรับผู้ที่เคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตขับรถไว้ ดังต่อไป

เงื่อนไข การสอบใบขับขี่ใหม่ กันยายน 2558 นี้

ข้อ 1 การขอรับใบอนุญาตขับรถสําหรับผู้ที่เคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตขับรถ ซึ่งมิใช่จากเหตุขาดคุณสมบัติเรื่องอายุของผู้ขอใบอนุญาตขับรถ ต้องพ้นกําหนดสามปีไปแล้วนับแต่วันที่ถูกเพิกถอนใบอนุญาตขับรถ

ข้อ 2
ผู้ที่เคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตขับรถดังต่อไปนี้ หากประสงค์จะขอรับใบอนุญาตขับรถครั้งใหม่ ต้องเริ่มจากการขอรับใบอนุญาตขับรถยนต์ส่วนบุคคลชั่วคราว ใบอนุญาตขับรถยนต์สามล้อส่วนบุคคลชั่วคราว หรือใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์ส่วนบุคคลชั่วคราว แล้วแต่กรณี เว้นแต่การขอรับใบอนุญาตขับรถบดถนน ใบอนุญาตขับรถแทรกเตอร์ หรือใบอนุญาตขับรถชนิดอื่นตามมาตรา 43 (9) ให้ขอรับใบอนุญาตขับรถชนิดเดิมที่เคยถูกเพิกถอน

(1) ใบอนุญาตขับรถยนต์ส่วนบุคคลชั่วคราว
(2) ใบอนุญาตขับรถยนต์สามล้อส่วนบุคคลชั่วคราว
(3) ใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์ส่วนบุคคลชั่วคราว
(4) ใบอนุญาตขับรถยนต์ส่วนบุคคล
(5) ใบอนุญาตขับรถยนต์สามล้อส่วนบุคคล
(6) ใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล
(7) ใบอนุญาตขับรถยนต์ส่วนบุคคลตลอดชีพ
(8) ใบอนุญาตขับรถยนต์สามล้อส่วนบุคคลตลอดชีพ
(9) ใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์ส่วนบุคคลตลอดชีพ
(10) ใบอนุญาตขับรถยนต์สาธารณะ
(11) ใบอนุญาตขับรถยนต์สามล้อสาธารณะ
(12) ใบอนุญาตขับรถจักรยานยนต์สาธารณะ

4

ข้อ 3 การขอรับใบอนุญาตขับรถตามข้อ 2 ให้ยื่นคําขอต่อนายทะเบียนตามแบบที่กรมการขนส่งทางบกกําหนด ณ สํานักงานขนส่งกรุงเทพมหานครพื้นที่ หรือสํานักงานขนส่งจังหวัด แล้วแต่กรณีโดยผู้ขอรับใบอนุญาตขับรถต้องเข้ารับการอบรมเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเสริมสร้างจิตสํานึกและปรับพฤติกรรมการขับรถ ณ ที่ทําการของนายทะเบียนที่ยื่นคําขอ เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 3 ชั่วโมง

ข้อ 4 การออกใบอนุญาตขับรถสําหรับผู้ที่เคยถูกเพิกถอนใบอนุญาตขับรถ ให้ดําเนินการตามระเบียบกรมการขนส่งทางบกว่าด้วยการดําเนินการเกี่ยวกับใบอนุญาตขับรถและบัตรประจําตัวคนขับรถตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ และระเบียบกรมการขนส่งทางบกว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขในการอบรมและทดสอบผู้ขอรับใบอนุญาตขับรถ ผู้ขอต่ออายุใบอนุญาตขับรถ และผู้ขอรับบัตรประจําตัวคนขับรถ ตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ด้วย


ข้อ 5
ประกาศนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2558 เป็นต้นไป

ประกาศ ณ วันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2558
ธีระพงษ์ รอดประเสริฐ
อธิบดีกรมการขนส่งทางบก

ที่มา http://www.tamsabye.com/%E0%B9%80%E0%B8%87%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%82-%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B9%83%E0%B8%9A%E0%B8%82%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%82%E0%B8%B5%E0%B9%88/

ความเชื่อผิดๆ เรื่องการใส่บาตร

Standard

2

ถาม : การใส่บาตร และ การถวายอาหาร แด่พระควรเป็นอาหารสด  แต่ถ้าบางคนการถวายมาม่าหรือของแห้งที่จะต้องเอาไปประกอบอาหารใหม่จะบาปหรือไม่?

ตอบ : ไม่บาปหรอก เพียงแต่ว่าพระท่านเก็บไว้ไม่ได้
อาหาร ที่เป็นอาหารนี้ ท่านเก็บไว้ได้เพียงแค่ช่วงระยะเที่ยงวันเท่านั้นเอง หลังจากเที่ยงวันแล้ว ส่วนที่เป็นอาหารนี้ ท่านต้องสละไปหมด เพราะพระพุทธเจ้าไม่ต้องการให้พระสะสมของไว้ในกุฏิของตน แต่ทรงอนุญาตให้สะสมไว้ในคลังของวัดได้ เช่น ถ้าญาติโยมอยากจะถวายของให้เก็บไว้นานๆ อย่าไปใส่บาตร อย่าไปประเคนกับมือ

อย่างที่อาตมารับของนี้ ส่วนใหญ่จะให้วางไว้เฉยๆ  ถ้าญาติโยมวางไว้เฉยๆนี้  ถือว่าพระยังไม่ได้รับประเคน  พระยังเอาไปใช้ไม่ได้  แต่เก็บไว้ได้ตลอดเวลาไม่มีวันหมดอายุ  เวลาต้องการจะใช้ก็ให้ลูกศิษย์หยิบมาประเคนให้ จึงจะใช้ได้ แต่..ถ้ารับประเคนด้วยมือเอง ของมันจะมีอายุ

ของพระ ท่านแบ่งไว้ 3  ชนิดด้วยกัน

1)  “อาหาร”  – ชนิดอาหารนี้มีอายุแค่..ถึงเที่ยงวัน
หลังจากเที่ยงวันไปแล้ว ถึงแม้รับตอนนี้ก็หมดอายุทันทีเลย  ใครถวายมาม่า ถวายปลากระป๋องมา รับปั๊บนี้ก็ต้องสละแล้ว  เก็บไว้กินพรุ่งนี้ไม่ได้ เรียกว่า อาหาร

ดังนั้นถ้าของเป็นอาหารอยากจะถวายพระให้เก็บไว้นานๆ  เอาวางตั้งไว้เฉยๆ ตั้งไว้ตรงหน้าก็ได้ บอกขอถวาย อันนี้ก็ได้เท่ากับถวายอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าต้องทำให้มันถูกพระวินัย   พระยังไม่ถือว่าเป็นของของตน เป็นของของส่วนกลางอยู่  ถือเป็นของคณะสงฆ์    แต่เวลาต้องการจะใช้ค่อยให้ลูกศิษย์มาประเคน   เอาไปเก็บไว้ที่กุฏิไม่ได้ ต้องเก็บไว้ที่ที่เก็บของของวัด วัดจะมีที่ที่เก็บของส่วนกลางไว้ ของทั้งหมดที่ไม่ได้รับประเคนก็ให้เอาไปไว้ที่นั่น เวลาจะใช้ค่อยให้ลูกศิษย์เอามาประเคนให้อีกที พวกอาหารก็มีอายุเพียงครึ่งวัน เช้าถึงเพล

2)   “เภสัช  ตามพระกำหนดมี 5 ชนิด คือ พวกน้ำตาล  น้ำอ้อย เนยข้น  เนยใส  น้ำผึ้ง”
– ท่านอนุญาตถ้ารับประเคนนี้ท่านให้เก็บไว้ได้ ๗ วัน และฉันได้ตลอดเวลา ๒๔ ชั่วโมงถือว่าเป็นยา
– สมัยก่อนเขาคงกินพวกยา พวกนี้รักษาอาการเจ็บท้องปวดท้อง มันคงจะไปเคลือบกระเพาะหรือไปทำอะไร ท่านก็เลยอนุญาตให้มีเภสัช 5 ชนิดด้วยกัน (พวกน้ำตาล น้ำอ้อย เนยข้น เนยใส น้ำผึ้ง)
– พวกนี้เก็บไว้ได้ไม่เกิน 7 วัน พอหลังจาก 7 วันแล้วถ้ายังมีเหลืออยู่  ก็ต้องสละให้คนอื่นไป
– สละให้กับพระด้วยกันไม่ได้  ต้องสละให้ฆราวาสญาติโยมไป  ลูกศิษย์ลูกหาไป หรือเอาไปทำบุญทำทานไป

3)  “ยา(รักษาอาการเจ็บป่วย) “ จริงๆ เช่น ยาแก้ปวดหัว ปวดท้อง ยาอะไรต่างๆ
– เก็บไว้ที่กุฏิด้วย เพราะเวลาเจ็บไข้ได้ป่วยมันจะได้หยิบได้ทันถ่วงที
– ถ้าเป็นยานี้ถวายได้ตลอดเวลา และเก็บไว้ได้ตลอดเวลาไม่มีวันเสื่อม นอกจากตามที่เขาเขียนไว้ที่ในสลาก เสื่อมไปตามวันที่เขาเขียนไว้ในสลากเท่านั้น

นี่คือเรื่องของการประเคนของให้กับพระ  เราต้องรู้จักแยกแยะ  แต่สมัยนี้ญาติโยมไม่รู้กันก็เลยรวมกันหมดเลยที่เขาใส่ในกระเเป๋งสีเหลืองนี้  เขาอยากจะถวายให้ครบทั้ง 4 คือ ปัจจัย 4 ยาก็ใส่เข้าไป  อาหารก็ใส่เข้าไป  จีวรก็ใส่เข้าไป ถึงแม้จีวรจะเอามาห่มไม่ได้  อย่างน้อยก็เป็นผ้าเหลืองๆ ชิ้นหนึ่งก็ถือว่าเป็นจีวรแล้ว  กระเเป๋งก็คงถือว่าของถวายมั๊ง… ไว้ครอบหัวเวลาฝนตก

– ทำบุญก็อยากจะถวายปัจจัย 4 ให้ครบ  เขาก็เลยใส่มา แล้วมาถึงก็บังคับให้พระรับประเคน ให้วางไว้เฉยๆ ก็กลัวว่าไม่ได้บุญอีก
– บางทีบางคนขนกลับไปก็มี  พอบอกว่า “ให้วางไว้เฉยๆ ได้ถวายแล้ว”   ฉันไม่ได้บุญ ท่านไม่รับฉันไม่ได้บุญ ฉันไปดีกว่าไปถวายที่อื่นดีกว่า  อย่างนั้นก็มีเพราะการไม่รู้  ไม่มีการสอนไม่มีการบอก
– แล้วพระที่มาบวชใหม่ทีหลังก็ไม่รู้เรื่อง  เขาเอาอะไรมาถวายก็รับประเคนหมด  แล้วเขาก็แบบถือว่าไปว่ากันใหม่ คือตอนนี้รับประเคนแบบหลอกๆไปก่อน  รับประเคนให้ญาติโยมดีอกดีใจ  แล้วค่อยไปแยกแยะของทีหลัง  ของที่เป็นอาหารก็เก็บไว้ส่วนหนึ่ง  ถ้าอยากจะได้อะไรค่อยให้ลูกศิษย์มาประเคนให้ใหม่  เขาทำกันแบบนี้

ซึ่งทางสายวัดป่าท่านไม่ทำ  ท่านทำแบบไม่หลอก  ทำแบบจริงๆ เลย   บอกประเคนไม่ได้ก็ประเคนไม่ได้ วางไว้ต้องวางไว้ เพื่อจะได้สอนญาติโยมไปในตัว
– ญาติโยมที่ไปทำบุญที่วัดป่าจึงได้บุญด้วย ได้ปัญญาด้วย   ได้บุญ คือ ความสุขใจ แล้วก็ได้ปัญญาได้ความรู้ที่ถูกต้องในการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา  ส่งเสริมพระให้ปฏิบัติดี  ปฏิบัติชอบ   แทนที่จะส่งเสริมให้พระปฏิบัติผิดพระธรรมวินัย เพราะด้วยความเกรงใจญาติโยม

นี่คือเรื่องของการถวายของ ที่เราต้องควรจะศึกษา.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
๑๒ สิงหาคม ๒๕๕๗

3

4

ทะเบียนสมรส

Standard

image


รู้แล้วจะน็อค?

ภรรยาทำแบบนี้กับสามีได้โดยไม่มีความผิดทางกฎหมาย ประโยชน์ของทะเบียนสมรส  รู้ยัง?
ภรรยาขโมยเงินสามีไม่มีความผิดทางกฎหมาย อ่านประโยชน์ของทะเบียนสมรส

การแต่งงานเป็นเรื่องที่หลายคนเข้าใจตรงกันว่าเป็นการเริ่มต้นชีวิตคู่ที่จะร่วมสุขและทุกข์ และสิ่งหนึ่งที่คู่แต่งงานควรทำคือการจดทะเบียนสมรส ซึ่งเป็นการการันตีการแต่งงานที่ถูกต้องและมีสิทธิ์ที่ควรจะได้รับตามกฎหมาย ไม่ใช่แค่ในบ้านเราเท่านั้นค่ะที่ให้ความสำคัญกับทะเบียนสมรส ในต่างประเทศก็ให้ความสำคัญกับทะเบียนสมรสมากเช่นกัน

การใช้ชีวิตคู่ในปัจจุบัน การจดทะเบียนสมรสยังถือว่าเป็นสิ่งสำคัญไม่น้อย แม้ว่าบางคนจะเลือกใช้ชีวิตคู่แบบหนุ่มสาวสมัยใหม่คือแต่งงานหรืออยู่ด้วยกันแต่ไม่จดทะเบียนสมรส ด้วยเหตุผลต่างๆ กัน แต่ทราบไหมคะว่าทะเบียนสมรสที่มีนั้น ไม่ใช่แค่ใบการันตีว่าเขาหรือเธอคือคู่ชีวิตที่มีสิทธิ์ตามกฎหมายเท่านั้น แต่ทะเบียนสมรสยังมีผลดีต่อชีวิตคู่ และทายาท รวมถึงการเรียกร้องสิทธิ์หากเกิดเรื่องไม่คาดคิดกับคู่สามีภรรยาด้วย

ทะเบียนสมรสมีผลทางกฎหมายและให้สิทธิ์กับผู้ถือที่เป็นสามีภรรยาหลายประการค่ะ แต่ถ้าเราจะพูดลึกถึงเนื้อหาของกฎหมายการแต่งงานคงจะเยอะและเข้าใจกันยากค่ะ วันนี้เราลองมาทำความเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับความสำคัญของการจดทะเบียนสมรส ใบทะเบียนสมรสกันดูก่อนค่ะ

ทะเบียนสมรสสำคัญอย่างไร
การจดทะเบียนสมรสและทะเบียนสมรสมีความสำคัญต่อคู่แต่งงาน สามีภรรยา เพราะเป็นเอกสารทางกฎหมายที่ใช้สำหรับยืนยันความสัมพันธ์และเป็นหลักฐานที่ใช้สำหรับการยืนยันสิทธิ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างสามีภรรยา เช่น การรับรองบุตร ซึ่งจะทำให้บุตรได้รับสิทธิ์ต่างๆ ตามกฎหมาย การแบ่งสินสมรส การฟ้องหย่าในกรณีสามีหรือภรรยามีชู้ เป็นต้น

 

การจดทะเบียนสมรสและทะเบียนสมรสอาจไม่ใช่สิ่งจำเป็นสำหรับสามีภรรยาบางคู่ ด้วยเหตุผลบางประการ เช่น คู่สามีภรรยาที่ทำธุรกิจ หรือนักการเมือง ซึ่งการจดทะเบียนสมรสทำให้ต้องมีการตรวจสอบทางบัญชีการเงินของทั้งสามีภรรยา เป็นขั้นตอนที่ยุ่งยาก ซับซ้อน หรืออาจเกิดการฟ้องร้องได้ การแต่งงานแบบนี้จึงอาจไม่มีทะเบียนสมรสโดยความยินยอมและตกลงของสามีภรรยาเอง แต่ในขณะเดียวกันการแต่งงานโดยไม่จดทะเบียนสมรสก็กลายเป็นช่องโหว่ทางกฎหมายที่ทำให้สามี หรือภรรยาโอนทรัพย์สินของตัวเองไปยังบัญชีของอีกฝ่ายเพื่อเลี่ยงการตรวจสอบหรือการเสียภาษีได้เช่นกัน

 

ประโยชน์ของทะเบียนสมรส
อย่างที่เกรินไปตั้งแต่แรกว่าประโยชน์หรือสิทธิ์ตามกฎหมายของการจดทะเบียนสมรส หรือใบทะเบียนสมรสมีเยอะมาก แต่เราลองทราบคร่าวๆ เฉพาะในส่วนที่มักจะได้ยินหรือได้รับผลกระทบเป็นหลักกันก่อนค่ะ

1. การจดทะเบียนสมรสทำให้สามีภรรยาต้องอุปการะเลี้ยงดูซึ่งกันและกัน นั่นหมายความว่าสามีจะหาเลี้ยงภรรยา หรือภรรยาจะหาเลี้ยงสามี หรือจะช่วยดูแลกันและกันก็ได้

2. การจดทะเบียนสมรสทำให้หญิงหรือภรรยามีสิทธิ์ใช้ชื่อสกุลของสามี หรือจะไม่ใช้ก็ได้

3. การจดทะเบียนสมรสทำให้หญิงต่างชาติมีสิทธิ์ขอถือสัญชาติไทยตามสามีได้ (ถ้าอยากถือสัญชาติไทย)

4. การจดทะเบียนสมรสทำให้สามีภรรยามีสิทธิ์จัดการสินสมรสร่วมกัน (ทรัพย์ที่ได้มาระหว่างสมรส)

5. การจดทะเบียนสมรสทำให้สามีหรือภรรยามีสิทธิ์รับมรดกของคู่สมรสเมื่ออีกฝ่ายเสียชีวิตไปก่อน

6. การจดทะเบียนสมรสทำให้มีสิทธิ์รับเงินจากทางราชการ หรือนายจ้าง เช่น กรณีที่คู่สมรสตายเพราะปฏิบัติหน้าที่ หรือจากการทำงาน (บำเหน็จตกทอด) หรือ การรับเงินสงเคราะห์บุตรตามกฎหมายแรงงาน

7. การจดทะเบียนสมรสทำให้สามีหรือภรรยามีสิทธิ์ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายหรือค่าทดแทนจากผู้ที่ทำให้คู่สมรสของตัวเองเสียชีวิตได้ เช่น สามีโดนรถชน ภรรยาสามารถเรียกค่าเสียหายถึงชีวิตกับผู้ขับรถชนได้

8. การจดทะเบียนสมรสทำให้สามีหรือภรรยาสามารถหึงหวงคู่สมรสของตัวเองได้อย่างออกหน้าออกตามกฎหมาย และหากพบว่าคู่สมรสมีชู้ ก็สามารถเรียกค่าเสียหายได้ทั้งจากคู่สมรสของตัวเอง และเรียกค่าเสียหายได้จากชู้ด้วย

9. การจดทะเบียนสมรสทำให้บุตรมีฐานะเป็นบุตรที่ชอบด้วยกฎหมาย สามารถใช้นามสกุลพ่อได้ สมัครเข้าเรียนได้ และรับมรดกจากผู้เป็นพ่อได้ (บุตรเป็นสิทธิ์ตามชอบธรรมของแม่อยู่แล้ว)

10. การจดทะเบียนสมรสทำให้ได้รับการลดหย่อนค่าภาษีเงินได้

11. การจดทะเบียนสมรสทำให้สามีภรรยาที่ทำความผิดระหว่างกัน เช่น สามีขโมยเงินภรรยา ภรรยาบุกเข้าบ้านสามี ผู้ที่ทำผิดไม่ต้องรับโทษตามกฎหมาย

12. การจดทะเบียนสมรสทำให้สามีหรือภรรยาฟ้องร้องดำเนินคดีกับผู้ที่ร้ายคู่สมรสของตัวเองได้ เช่น ภรรยาโดนกระชากกระเป๋า สามีสามารถแจ้งความฟ้องร้องดำเนินคดีกับคนร้ายได้ หรือ สามีโดนคนพูดจาหมิ่นประมาทว่าร้าย ภรรยาก็สามารถฟ้องหมิ่นประมาทฝ่ายตรงข้ามแทนสามีได้

ทะเบียนสมรสมีผลทางกฎหมายนานแค่ไหน อายุของทะเบียนสมรส
การจดทะเบียนสมรสที่ถูกต้องตามกฎหมาย ทะเบียนสมรสก็จะมีผลทางกฎหมายหรือมีอายุยาวตลอดไปจนกว่าจะมีการจดทะเบียนหย่า ซึ่งการจดทะเบียนหย่าก็เป็นไปตามข้อตกลงของทั้งสองฝ่าย หรือถ้าไม่สามารถตกลงกันได้ก็ต้องมีการฟ้องหย่าโดยให้ศาลเป็นผู้พิจารณา เพื่อใช้เหตุผลและหลักฐานต่างๆ ประกอบ รวมถึงการหาข้อตกลงต่างๆ เช่น การแบ่งสินสมรส สิทธิ์การดูแลบุตร ค่าเลี้ยงดู เป็นต้น

 

การจดทะเบียนสมรสซ้อน
ตามกฎหมายระบุว่าการจดทะเบียนสมรสซ้อนนั้นผิดกฎหมาย และไม่มีสิทธิ์ตามกฎหมาย เช่น หนุ่มเอ จดทะเบียนสมรสกับสาวบี แล้วอีกไม่นานหนุ่มเอก็ไปจดทะเบียนสมรสกับสาวซี  แบบนี้เรียกว่าจดทะเบียนสมรสซ้อน ซึ่งกฎหมายระบุว่าการจดทะเบียนสมรสครั้งหลังเป็นโมฆะ   หากการจดทะเบียนสมรสครั้งแรกยังไม่มีการจดทะเบียนหย่าที่สมบูรณ์ และภรรยาที่จดทะเบียนสมรสซ้อนจะไม่มีรับสิทธิ์ตามกฎหมายใดๆ ทั้งสิ้น

 

ในขณะเดียวกัน ถ้าหนุ่มเอลักไก่ด้วยการจดทะเบียนสมรสไว้กับสาวทั้งสองคน แต่อยู่ๆ หนุ่มเอจดทะเบียนหย่ากับสาวบี แล้วไปอยู่กับสาวซี กฎหมายก็ไม่ให้สิทธิ์เช่นกัน เพราะถือว่าหนุ่มเอและสาวซีจดทะเบียนสมรสซ้อนในช่วงที่ยังมีการจดทะเบียนสมรสตัวจริงอยู่

 

พอจะทราบความสำคัญและประโยชน์ของการจดทะเบียนสมรสหรือใบทะเบียนสมรสกันแล้วนะคะ ใครที่กำลังจะแต่งงาน หรือแต่งงานไปแล้วแต่ยังไม่ได้จดทะเบียนสมรส  ลองกลับมาทบทวนกันอีกครั้งค่ะว่าจริงๆ แล้วการจดทะเบียนสมรสดีกับเราหรือไม่  แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจและเหตุผลของแต่ละคนและแต่ละคู่สามีภรรยานะคะ เพราะอย่างไรแล้วคู่ชีวิตที่อยู่กับด้วยความรักและความเข้าใจคือสิ่งสำคัญที่สุดค่ะ

 

ที่มา http://www.bigza.com/news-140343

Standard

คำแปลบทปาฐกถา
จาก ไฉ่ ซงฉี 
ประธาน บ.อันโหวการบัญชี ประเทศจีน

การยื่น . . .กล้วย 1 ลูก กับ ทอง 1 แท่ง ให้กับลิง
ลิงต้องเลือกกล้วย เพราะมันไม่รู้ว่าทองแท่งสามารถที่จะซื้อกล้วยได้เป็นพันเป็นหมื่นลูกได้

ในทำนองเดียวกัน การยื่นทองแท่งกับสติปัญญาแก่คนใดคนหนึ่ง
คนส่วนมากจะเลือกทองแท่ง เพราะ…พวกเขาไม่รู้ว่าสติปัญญาสามารถจะแปรเปลี่ยนเป็นทองแท่งเป็นพันเป็นหมื่นแท่งได้

ดังนั้น บางครั้ง..การเลือกสรร ก็สำคัญกว่า..ความขยัน

เมื่อ 10 ปีก่อน คุณเป็นใคร? หนึ่งปีก่อน คุณเป็นใคร? แม้กระทั่งเมื่อวานนี้คุณเป็นใคร?  ก็ล้วนแต่ไม่สำคัญ ที่สำคัญคือ วันนี้คุณเป็นใคร?

ชีวิตเรามีความเหน็ดเหนื่อยมาก
ปัจจุบันไม่เหนื่อย
ต่อไปก็จะเหนื่อยมากขึ้น
ชีวิตเรามีความลำบากมาก
ปัจจุบันไม่ลำบาก
ต่อไปก็จะลำบากมากขึ้น
มีแต่เคยเหน็ดเหนื่อย  จึงจะได้รับความสุขสบาย

มีแต่เคยลำบาก  จึงจะรู้ถึงความสบาย

ช่วงที่ยังเยาว์วัย ต้องกล้า..ที่จะก้าวออกไป ….
ไปผจญกับลมฝนและหิมะ เพื่อฝึกฝนจิตที่มีความอดทน
ความกระจ่าง เฉลียวฉลาด และความสุขจึงจะตามมา

ในโลกนี้.. นอกจากตนเองแล้ว จะไม่มีใครที่ช่วยเหลือคุณอย่างแท้จริง

ไข่ไก่… ถ้ามันแตกจากภายนอก ก็จะเป็น..อาหาร
ถ้ามันแตกจากภายใน ก็จะเป็น…ชีวิต

ชีวิตคนก็เช่นกัน
หากถูกกระทำจากภายนอก  จะเป็น…แรงกดดัน
หากถูกกระทำจากภายใน  จะเป็น…การเติบโต

เชื่อว่า .. ชีวิตคนเรา จะไม่ทอดทิ้งคุณ
คุณทนได้กับความลำบาก
คุณรับได้กับความเหน็ดเหนื่อย
คุณตกลงไปในหลุม
คุณเดินผิดเส้นทาง
ล้วนแต่เป็นการฝึกฝนให้คุณเติบใหญ่ แข็งแกร่งที่ไม่เป็นรองใคร

จิตที่คิดแบบง่ายๆ  ชีวิตก็จะง่าย
ใจที่เป็นอิสระ  ชีวิตก็จะอิสระ

เรื่องต่างๆ ให้หาวิธีการแก้ไขให้มาก ลดการหาข้อแก้ตัว

ที่สุดแล้ว เชื่อว่า.. ความสุขจะอยู่ไม่ไกล

ยืนหยัดไว้ แล้วจะค้นพบ..ตัวเองที่สุดแกร่งของคุณ

คุณพยายามและเต็มที่แล้ว ถึงจะมีสิทธิ์พูดว่า … “ตนเองโชคไม่ดี”

ในโลกนี้ไม่มีงานการใดที่ไม่ลำบาก  ไม่มีงานการใดที่เกี่ยวข้องกับผู้คนไม่ซับซ้อน

จงยิ้มทุกวัน  ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป
ในโลกนี้ นอกจากความตายแล้ว ล้วนเป็นเรื่องเล็กน้อยเท่านั้น
เพราะว่ามีวันพรุ่งนี้

วันนี้ จะเป็นเพียง.. วันเริ่มต้นเสมอ

หลังจากที่พยายามแล้ว  จึงจะรู้ว่าเรื่องราวต่างๆ ขอใหัยืนหยัดไว้
แล้วจะผ่านไปได้

คนเราคนเดียว อยู่ข้างนอกไม่ง่ายนัก แต่ก็ไม่มีอะไร สิ่งที่สู้กันคือ.. ความแข็งแกร่ง

ผู้ที่ยิ่งผ่านเหตุการณ์มาก จะยิ่งสงบเรียบง่าย 
ผู้ที่ผ่านเหตุการณ์น้อย  จะยิ่งใจร้อนลุกลน

หวังว่าเมื่ออ่านบทความนี้จบแล้ว ทุกคนจะได้ข้อคิดที่ดี..

http://mcot-web.mcot.net/fm965/site/content/id/55408fd2be047010098b4579#.VXwL7Pntmko

แทนคุณ หรือ ทวงคืน

Standard

4

 

“แทนคุณ หรือ ทวงคืน”

คัมภีร์กฎแห่งกรรม 3 ชาติ ได้บันทึกไว้ว่า

สามีภรรยา มีกรรมร่วมกันมา ไม่ว่าจะกรรมดีหรือกรรมชั่ว ไม่มีกรรมไม่อาจอยู่ร่วมชายคาเดียวกัน

บุตรธิดา คือ หนี้ ไม่ว่าจะเป็นทวงหนี้ หรือใช้หนี้ ไม่มีหนี้ไม่มาเกิดเป็นพ่อแม่ลูกกัน

 

ดังนั้น สามีภรรยาที่มีกรรมดีต่อกัน ย่อมสมานสามัคคีรักใคร่กลมเกลียว ถือไม้เท้ายอดทองกระบองยอดเพชร

ส่วนสามีภรรยาที่มีกรรมชั่วต่อกันย่อมทะเลาะเบาะแว้ง บ้านแตกสาแหรกขาด ไม่อาจอยู่ร่วมกันจนวันตาย

ส่วนบุตรธิดาที่มาทวงหนี้ เป็นลูกที่ไม่เอาไหน เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ ทำให้พ่อแม่ทุกข์ใจไม่วายเว้น

บุตรธิดาที่มาใช้หนี้ จะสำรวมระวังรู้คุณทดแทนคุณ ไม่กล้าทำให้พ่อแม่ชอกช้ำใจ

 

ทุกคนต่างหนีไม่พ้น… พบ พราก สุข เศร้า อภัย แค้น รัก ชัง

นี่ คือ ผลลัพธ์ของกรรมปัจจัย

ปลูกเหตุเช่นไร ย่อมได้ลิ้มผลเช่นนั้น

ไม่ว่าจะเหตุใด หรือ ผลใด ล้วนหนีไม่พ้นกรรมปัจจัยทั้งนั้น

1.  มาแทนคุณ

ด้วยบุญในอดีต ที่ได้สั่งสมร่วมกันมา ด้วยพระคุณที่มีต่อกัน จึงได้มาเกิดเป็นพ่อแม่ลูกหลานกัน เราเรียก.. บุตรธิดาเหล่านี้ว่า “ลูกกตัญญู”   เขามาเพื่อที่จะทดแทนคุณ เป็นเด็กดี ฉลาด เชื่อฟัง เขาเหล่านี้ไม่มีทางจะทำอะไรเสียหาย ให้พ่อแม่ต้องกลัดกลุ้มกังวลใจ

2. มาล้างแค้น

ด้วยกรรมในอดีต ที่ได้สร้างร่วมกันมา จึงได้มาเกิดเป็นพ่อแม่ลูกหลานกัน   เมื่อเติบใหญ่ก็จะกลายเป็นลูกล้างผลาญ ทำให้ครอบครัวล่มสลาย เราเรียกบุตรธิดาเหล่านี้ว่า “ลูกทรพี”  เขามาล้างแค้น

ดังนั้น..อย่าได้ผูกเวรไว้กับใคร  เจ้ากรรมนายเวรที่อยู่ภายนอก ยังพอป้องกันได้ แต่นี่เกิดมาเป็นลูกหลานในบ้านในตระกูล จะทำอย่างไรดี?
ดังนั้น..อย่าทำร้ายใคร อย่าฆ่าแกงกัน เพราะต่างคนต่างก็รักตัวกลัวตายเช่นกัน

3.  มาทวงหนี้

ชาติก่อนหนหลัง พ่อแม่เป็นหนี้ไว้ ไม่ได้ชดใช้คืน หนี้ที่ว่าคือ หนี้เงิน ไม่ใช่หนี้ชีวิต เขาจึงเกิดมาเพื่อทวงหนี้คืน

หากเป็นหนี้กันน้อย เกิดมาให้ดูแลปีสองปีเขาก็ตาย เราเป็นหนี้เขาเท่าไหร่ เมื่อใช้หมด เขาก็ไป ต่อให้คุณรักเขามากแค่ไหน เขาก็ไม่เคยใส่ใจคุณ

หากเป็นหนี้เขาเยอะ เลี้ยงจนเติบใหญ่ จบมหาวิทยาลัย จบวันนั้นก็ตายวันนั้น เขาไม่อยู่รับใช้เรา เพราะมาทวงหนี้ หนี้หมดก็จากไป

4. มาใช้หนี้

ชาติก่อนหนหลัง เขาเป็นหนี้พ่อแม่ไว้ ไม่ได้ชดใช้คืน

เมื่อเขาเกิดมาในชาตินี้ จึงต้องทำงานหาเงิน เพื่อเลี้ยงดูพ่อแม่ แต่ก็อยู่ที่ว่าเป็นหนี้พ่อแม่มากน้อยเพียงใด หากเป็นหนี้มาก ก็เลี้ยงดูพ่อแม่เป็นอย่างดี หากเป็นหนี้พ่อแม่น้อย ก็เลี้ยงดูตามอัตภาพ

เหมือนที่เราเคยพบเห็น เลี้ยงพ่อแม่ประหนึ่งคนรับใช้ในบ้าน เพราะอะไร เพราะใช้หนี้

ลูกประเภทนี้ แม้จะเลี้ยงดูพ่อแม่ แต่ก็หล่อเลี้ยงแค่กาย ไม่หล่อเลี้ยงจิตใจ เลี้ยงดูโดยปราศจากความเคารพ และความกตัญญู

ซึ่งต่างจากบุตรที่เกิดมา เพื่อทดแทนคุณ ประเภทนี้ไม่เพียงแต่หล่อเลี้ยงกาย ยังหล่อเลี้ยงจิตใจบุพการี

หลักธรรมในข้อนี้ มิใช่เพียงแค่ลูกหลาน ยังรวมทั้งญาติพี่น้องและคนรอบข้างทั้งหลาย ที่เราได้รู้จัก และเคยได้อยู่ร่วม หากแต่เป็นเพราะ กรรมที่ร่วมก่อกันมา หนักหนา หรือ เบาบาง

หากบุญคุณความแค้นหนักหนา ก็เกิดมาเป็นสามีภรรยา และลูกหลานพี่น้อง

หากบุญคุณความแค้นเบาบาง ก็เกิดมาเป็นญาติสนิทมิตรสหาย

คุณเดินซื้อของในตลาด อยู่ๆคนแปลกหน้าก็มายิ้มให้คุณและคุณก็ยิ้มตอบ ล้วนเป็นบุญกรรมแต่ชาติปางก่อน

คุณเดินซื้อของในตลาด อยู่ๆคนแปลกหน้าก็มายิ้มให้คุณ แต่คุณรู้สึกขัดหูขัดตา แถมไม่พอ ยังถมึงตาใส่ฝ่ายตรงข้ามอีก นี่ก็ล้วนเป็นบุญกรรมแต่ชาติปางก่อน


เมื่อเข้าใจในกรรมปัจจัยเหล่านี้ เราจะได้ไม่ผูกกรรมด้านดำเพิ่ม แต่จงผูกกรรมด้านขาวซึ่งเป็นกรรมดีจะดีกว่า

แล้วจะแก้ไขอย่างไร หากเราและลูกหลานผูกกรรมที่ไม่ดีต่อกันมา

คำตอบก็คือ นำพาลูกหลานให้หมั่นบำเพ็ญปฏิบัติ ศึกษาพระธรรมคัมภีร์ โปรดจำไว้ว่า  “ลูกเขาเราสอน ลูกเราเขาสอน”

เมื่อต่างฝ่ายต่างศึกษาธรรม ย่อมแปรกรรมร้ายให้กลายเป็นกรรมดีได้ ย่อมคลายความจองจำ คับแค้นให้สลายคลายลงได้ เช่นนี้ที่เราเรียกว่า

“เปลี่ยนแปลงชะตาชีวิต เปลี่ยนร้ายกลายดี”

ที่มา นุสธิ์บุคส์