10 แนวคิดธุรกิจ จาก 10 สุด ยอดนักธุรกิจไทย

มาตรฐาน

10 แนวคิดธุรกิจ จาก 10 สุด ยอดนักธุรกิจไทย

?????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????????

1.  ในโลกนี้ไม่มีคนไหนเก่ง ไปตลอดกาล วันนี้คุณอาจ เก่ง แต่พรุ่งนี้ อาจมีคนเก่ง กว่าคุณ…เพราะฉะนั้นคนใด ก็ตามที่ภูมิใจว่า “ตนเองเก่ง”
จงจำเอาไว้ได้เลยว่า…. ความหายนะใกล้มาถึงตัวคุณแล้ว ความโง่คืบคลานมา ใกล้ตัวคุณแล้ว
“ธนินท์ เจียรวนนท์”

2.  ผมพร้อมที่จะเป็นน้ำนิ่ง อาจมีเขื่อนมาขวางหน้า แต่…ถ้าวันใดที่เขื่อนนั้นเปราะบาง และโอกาสแห่งการสำแดง พลังมาถึงผมก็พร้อมจะกลาย เป็นกระแสน้ำที่เชี่ยวกราก โหมกระหน่ำใส่ทุกสิ่งที่ขวางกั้นแม้กระทั่งเขื่อนที่ครั้งหนึ่ง ผมเคยสยบยอมก็ตาม
“เจริญ สิริวัฒนภักดี”

3.  ผมจะก้าวหน้าไปสักก้าว ก็ต้องเจออะไรมากระทบ แต่เราก็พยายามที่จะก้าวใหม่ แบงค์กรุงเทพฯ เคยถูกกระทบตลอดเวลาและไม่เคย ท้อถอย
“ชาตรี โสภณพนิช”

4.  กินข้าวต้องเร็วเหมือนมังกร  ทำงานต้องทำให้เหมือนเสือและก็ไม่แต่ผมคนเดียวเท่านั้น ลูก ๆ ทุกคนก็ปฏิบัติ อย่างนี้
“บุญยสิทธิ์ โชควัฒนา”

5.  เมื่อคุณจะทำธุรกิจใดๆ ก็ตาม  หากคุณชอบและรัก และพร้อมที่จะทุ่มเทให้กับมัน คุณจะต้องประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน แต่คุณต้องลงมือศึกษาอย่าง เป็นจริงเป็นจังด้วย
“ชัยยุทธ กรรณสูต”

6.  อย่าลืมว่า ในการประกอบธุรกิจ เก่งอย่างเดียวไม่ได้ ต้องเฮงด้วย และเก่งกับเฮง ก็ใช้ไม่ได้แล้วในสมัยนี้  ต้องมีสายสัมพันธ์ทางธุรกิจด้วยและเรื่องนี้ผมก็สอนลูกๆ ผมอยู่เสมอ
“อุเทน เตชะไพบูลย์”

7.  ถ้าคุณอดทน เพื่อจะทำอะไรสักอย่างให้สำเร็จ  คุณจำเป็นอย่างมากที่จะต้องลงมือศึกษาเรื่องนั้นๆอย่างเป็นจริงเป็นจัง  แต่ถ้าคุณไม่ อดทน โอกาสที่คุณจะผิดพลาดก็ย่อมมีสูงมากเช่นกัน
“อนันต์ กาญจนพาสน์”

8.  จงเดินไปหาภูเขา  อย่าให้ภูเขาเดินมาหาเรา  เราต้องเดินไปหาลูกค้า  อย่าให้ลูกค้ามาหาเรา
“พรเทพ พรประภา”

9.  มนุษย์เกิดมาไม่มีใครเก่งที่สุด ดีที่สุด หรือแม้แต่เลวที่สุด  เพราะคนที่ดีที่สุด และเลวที่สุด ได้ตายจากโลกนี้ไปนานแล้ว  คนที่เหลืออยู่จึง เป็นเพียงชีวิตที่มีขึ้นมีลงอย่างเดียวเหมือนกัน
“ไชยวัฒน์ เหลืองอมรเลิศ”

10.  หลักในการบริหารงาน 3 ประการ
1. ต้องลับคมอยู่เสมอ
2. ไม่กลัวงาน เมื่อคิดจะทำ อะไรต้องทำทันที
3. ต้องรักษาคำพูด
“คุณหญิงชนัตถ์ ปิยะอุย”

ไม่ว่าแนวคิดธุรกิจใดที่ว่าดีที่สุดจะไม่มีทางสำเร็จเลยแม้แต่นิดเดียว ถ้าไม่ลงมือทำ

img004 copy of 2.3 copy of 2.4

35 เคล็ดลับสู่ความสำเร็จ

มาตรฐาน
download

35 เคล็ดลับสู่ความสำเร็จ ของคนวัย 35 ที่น่าเลียนแบบ

1. สำรวจความรู้ของตัวเอง
คนที่ประสบความสำเร็จรุ่นใหญ่หลายคนก็ไม่ได้เรียนจบปริญญามา แต่ทำไมถึงรวยได้ ก็เพราะเขามีความรู้ความเชี่ยวชาญในด้านใดด้านหนึ่งนั่นเอง และนำความรู้ที่มีอยู่ทำเงินได้มหาศาล ดังนั้นเลิกตั้งคำถามให้ตัวเองสักทีได้แล้วว่าทำไมถึงไม่รวย ให้เปลี่ยนมาถามตัวเองดีกว่าว่าเราเก่งเรื่องอะไรมากที่สุด

2. รู้จุดแข็งตัวเอง
เป็นนิสัยที่ตัวเราควรคิดตกตะกอนให้เร็วที่สุดว่าเราถนัดเรื่องอะไร ซึ่งจุดแข็งนี่แหละจะเป็นคำตอบให้กับคุณเองว่า ควรหันเหชีวิตไปทางไหน ดังนั้นในแต่ละวันที่ลืมตื่นขึ้นมาก็อย่าลืมถามตัวเองว่า วันนี้เราต้องพัฒนาตัวเองอะไรบ้าง?

3. รู้จุดอ่อนตัวเอง
ข้อที่แล้วพูดถึงสิ่งที่คุณถนัด ในข้อนี้ลองหันกลับมามองสิ่งที่ไม่ถนัดบ้าง ซึ่งสิ่งที่ไม่ถนัดถือเป็นจุดอ่อนที่สามารถฉุดความก้าวหน้าในหน้าที่การงานของคุณได้ ดังนั้นทุกครั้งที่มีการนำเสนอผลงานของตัวเอง ก็อย่าลืม…ขอคำติชมด้วย คุณจะได้รู้ว่าต้องปรับปรุงในเรื่องอะไร

4. เรียนรู้ที่จะเป็นตัวแทนของใคร
นิสัยในข้อนี้ฟังดูอาจร้ายกาจไปหน่อย เพราะดูเหมือนจะสอนให้เราหัดเลื่อยขาเก้าอี้คนอื่นซึ่งมันก็ไม่ได้หมายความแบบนั้นซะทีเดียวนะ นิสัยข้อนี้ควรทำเพื่อเติมเต็มในสิ่งที่เราขาดไปนั่นเอง เช่น หัวหน้าคุณเป็นคนทำงานเก่งมาก บริหารงานได้คล่องแคล่วไปหมด คุณก็ควรแอบจำวิชาเขามาฝึกปรือบ้าง ดีไม่ดีคุณอาจจะเหนื่อยกับงานน้อยลง เพราะรู้ทันสไตล์การทำงานของหัวหน้านั่นเอง
(ความเห็นส่วนตัว  คือ การมองจุดเด่น จุดแข็งของคนอื่น แล้วนำมาปรับใช้เพื่อพัฒนาตนเอง เช่น การแก้ปัญหา การวางตัวกับลูกน้อง ลูกค้าของเจ้านาย)

5. คว้าทุกโอกาสที่เข้ามาในชีวิต
หลายคนต้องพลาดโอกาสเรื่องงานไปเพียงเพราะการต่อรองไม่ได้อย่างใจต้องการ แทนที่จะใช้โอกาสที่ได้รับนั้นแสดงความสามารถของตัวเอง ค่อยไปต่อรองให้ได้ในสิ่งที่ต้องการในทีหลัง    ดังนั้นเมื่อมีคนหยิบยื่นโอกาสให้เราได้แสดงฝีมือ  ก็อย่าเรียกร้องอะไรมากนักควรใช้โอกาสนั้นให้เป็นประโยชน์ดีกว่า

6. เลือกทำในสิ่งที่คุณรู้สึกภูมิใจ
คนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตส่วนใหญ่จะภูมิใจในสิ่งที่ตัวเองทำอย่างมาก เขาจะสามารถเล่าให้เราฟังอย่างละเอียดจนเห็นภาพได้เลยว่างานที่เขาทำเป็นอย่างไร   ดังนั้น หยุดค้นหางานที่คิดว่าน่าจะทำแก้ขัดไปก่อนได้ แต่ควรหางานที่คิดว่าคุณสามารถเต็มที่กับมันได้จะดีกว่า เพราะคุณจะมีความตั้งใจให้งานออกมาดี

7. เรียนรู้จากข้อผิดพลาด   ไม่ใช่จากสิ่งที่ประสบความสำเร็จแล้ว
คนที่มีผลงงานสร้างชื่อมากมาย  มักจะไม่ชื่นชมกับความสำเร็จเหล่านั้นมากนัก แต่…จะหันไปสนใจกับสิ่งที่ยังทำไม่สำเร็จ เพราะพวกเขาต้องการเรียนรู้ปัญหาใหม่ๆ นั่นเอง  ดังนั้นหากสิ่งไหนที่ประสบความสำเร็จแล้วก็ควรนำกลับมาทบทวนตัวเองว่า มีอะไรบ้างที่เราทำดีแล้ว และมีอะไรบ้างที่เราควรทำให้ดีขึ้นกว่าเดิม

8. หาเวลาออกไปท่องเที่ยวบ้าง
การที่ขยันทำงานโดยที่เคยไม่ลาป่วย ลากิจ หรือลาพักร้อนเลย บางครั้งเจ้านายก็ไม่ได้ปลาบปลื้มใจเท่าไรนัก เพราะนั่นกำลังหมายถึงว่าพนักงานคนนี้ไม่คิดจะเปิดใจรับประสบการณ์ใหม่ ๆ ในชีวิตบ้าง ดังนั้นใช้สิทธิ์วันหยุดของตัวเองแล้วออกไปท่องโลกกว้างบ้างก็ได้ อย่างน้อยมันก็จะช่วยเติมพลังให้คุณมีไฟในการทำงาน

9. ปรับตัวเข้ากับสิ่งที่ตัวเองไม่ชอบ
ประสบการณ์แย่ ๆ จากการทำงานที่เคยเจอมาอาจทำให้คุณจำฝังใจและไม่อยากเจอะเจออีกเลยในชาตินี้ เช่น ไม่ชอบเพื่อนร่วมงาน ไม่ชอบเจ้านาย หรือแม้แต่ไม่ชอบบรรยากาศในออฟฟิศ จนกลายเป็นว่าเมื่อไรที่คุณรู้สึก “ไม่ใช่” ขึ้นมา ก็คิดหาทางจะหนีไปหาสิ่งใหม่ ทั้งที่ความจริงแล้ว ทุกที่ก็มีปัญหาเหมือนกันหมด ดังนั้นลองปรับตัวเข้ากับสิ่งนั้นดูก่อน อาจทำให้รู้ว่าความจริงแล้วก็ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิด

10. รับฟังคอมเม้นท์เรื่องงานอย่างเป็นกลาง
ฟีดแบ็กเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้คุณรู้ว่าคุณเป็นที่ยอมรับมากแค่ไหนในสายตาคนอื่น ดังนั้นอย่ากลัวที่จะอ่านคอมเม้นท์จากคนอื่น เพราะคอมเม้นท์ทั้งหมดเป็นตัวสะท้อนจุดบอดที่คุณทำพลาดไป ถือเป็นข้อดีนะ เพราะเมื่อไรที่คุณก้าวขึ้นไปอยู่ในตำแหน่งใหญ่ขึ้นคงไม่มีใครบอกให้รู้ตัวกันหรอก

11. รู้จักนำเสนอไอเดียใหม่ ๆ
นิสัยในข้อนี้สามารถบ่งบอกได้ถึงความเป็นผู้นำที่แฝงอยู่ในตัวคุณ ดังนั้นเมื่อไรที่คุณผุดไอเดียใหม่ ๆ ก็นำเสนอออกมาบ้าง คนอื่นจะได้เห็นว่าคุณมีความเอาใจใส่ในงานที่ทำ

12. รู้จักที่จะปฏิเสธซะบ้า
คำว่า “ไม่” สำหรับน้องใหม่ไฟแรงอาจจะพูดได้ไม่เต็มปากนัก แต่ถ้าเมื่อไรที่คุณมีงานล้นมือ คาดว่าเคลียร์ไม่ทัน ก็ควรใช้คำนี้ให้เป็นประโยชน์ อย่างน้อย ๆ ก็ทำให้คนอื่นรู้ว่าตัวคุณเองมีการบริหารจัดการงานของตัวเองในระดับหนึ่งนะ แต่ไม่ใช่ว่าเอะอะก็ปฏิเสธไว้ก่อนโดยที่ยังไม่ได้ดูความเป็นไปได้เลย อันนั้นก็คงดูไม่งามค่ะ

13. สังสรรค์กับเพื่อนร่วมงานที่ไว้ใจบ้าง
การเข้าสังคมกับที่ทำงานจำเป็นอย่างมาก ถือเป็นกิจกรรมที่บ่งบอกว่าคุณก็มีตัวตนอยู่ในบริษัท แต่ก็ไม่ต้องถึงกับต้องตีซี้กับคนในออฟฟิศไปทั่วหรอก นัดกินข้าวกับคนที่คลิกกับคุณจริง ๆ เท่านั้นก็พอ อย่างน้อยเวลาเกิดปัญหาเรื่องงานก็ยังมีเพื่อน ๆ คอยให้คำปรึกษา

14. ควรมีผู้ใหญ่ไว้ปรึกษาเรื่องงาน
เบื้องหลังของคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตทุกคนมักจะมีกุนซือหนุนหลังกันแทบทุกคน เพราะคนที่ผ่านประสบการณ์มาเยอะมักจะมองอะไรออกกว่าคนประสบการณ์น้อย ซึ่งถึงแม้ว่าตัวเราเป็นเพียงพนักงานระดับปฏิบัติการตัวเล็ก ๆ ก็ควรมีผู้ใหญ่ที่พร้อมจะให้คำปรึกษาเอาไว้บ้างเพื่อคอยให้คำแนะนำ คอยเตือนว่าอะไรทำแล้วดี อะไรไม่ควรทำ

15.วางตัวให้ดีบนโซเชียลมีเดีย
แม้ว่าโซเชียลมีเดียจะสามารถตั้งค่าความเป็นส่วนตัวอย่างไร ข้อมูลก็สามารถถูกแฮคข้อมูลได้อยู่ดี ดังนั้นควรใช้พื้นที่ตรงนี้ทำแต่เรื่องดี ๆ ดีกว่า เช่น การแชร์ข่าวที่มีสาระ โพสต์เรื่องราวที่น่าติดตาม รวมถึงการใช้คำพูดสุภาพ การทำแบบนี้จะทำให้ผู้อื่น

16. รู้จักใช้ LinkedIn สร้างคอนเน็กชั่น
ลิงค์อิน (LikedIn) เป็นเว็บไซต์สื่อกลางด้านธุรกิจ ที่ส่วนใหญ่จะมีแต่คนที่โปรไฟล์เริด ๆ ใช้งานกัน ดังนั้น หากต้องการยกระดับคุณภาพตัวเอง ก็ลองใช้ประโยชน์จากเว็บไซต์นี้ดู แล้วจะพบว่ามันช่วยสร้างคอนเน็กชั่นให้คุณได้มากทีเดียว อีกทั้งยังทำให้คุณรับรู้ข่าวสารแวดวงธุรกิจก่อนใครอีกด้วย

17. อัพเดทพอร์ตงานของตัวเองเสมอ
ในบางสายงานก็จะพิจารณาจากประสบการณ์เป็นหลัก ซึ่งพอร์ตงานจำเป็นอย่างมากที่จะช่วยการันตีได้ถึงความสามารถของคุณ และยังช่วยนำทางไปสู่โอกาสการงานที่รุ่งโรจน์ในเวลาต่อมา ดังนั้นควรอัพเดทผลงานของตัวเองอยู่เสมอ และเลือกเก็บผลงานเฉพาะที่คุณคิดว่าเจ๋งจริงเท่านั้นก็พอ

18. รู้วิธีขายตัวเอง
หากคุณไม่พูดโฆษณาตัวเองก็คงไม่ใครรู้ได้ว่าคุณทำอะไรเป็นบ้าง ดังนั้นเมื่อเรารู้แล้วว่าจุดแข็งของเราคืออะไร ใช้สกิลตรงนี้เป็นจุดขายซะเลย ซึ่งถ้าคุณสามารถพูดเชียร์ตัวเองได้อย่างไหลลื่น ไม่ติดขัด คนฟังก็จะเชื่อมั่นตามไปด้วยว่าคุณมีความสามารถจริง แต่ก็อย่าโม้เกินจริงล่ะ ถ้าเกิดทำไม่ได้อย่างที่พูดจะยุ่งเอา

19.รู้วิธีต่อรองเงินเดือนในฝัน
หลายคนอาจต้องพลาดงานที่ตัวเองอยากทำเพียงเพราะต่อรองเงินเดือนไม่เป็น ซึ่งความจริงแล้วไม่ยากเลยเพียงแค่เสนอเงินเดือนให้เหมาะสมกับตำแหน่งงาน หากคุณเจ๋งกว่ามาตรฐานที่เขากำหนดก็อาจเรียกเงินเดือนสูงกว่านี้นิดหน่อยได้ อย่างไรก็ตามอย่าเรียกเงินเดือนน้อยไปจนดูเหมือนเราไม่มีทางเลือก

20. ไม่ดองงาน
ไม่ว่าสไตล์การทำงานของใครจะเป็นอย่างไรก็มักจะมีปลายทางเหมือนกันคือ ทำงานตามที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จ ซึ่งบางคนอาจมีอารมณ์อินดี้ไปบ้างคือจะทำงานเมื่ออยากทำเท่านั้น ทำให้งานมากองไม่ถูกเคลียร์ไปเป็นวันต่อวัน ดังนั้นลองใช้วิธีของคนมือโปรที่เขาทำกันก็คือ รีบจัดการให้เสร็จก่อนกำหนดเวลา เผื่อเวลาเอาไว้แก้ไขนั่นเอง

21. รายงานความคืบหน้าเรื่องงานตลอด
อีเมลเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่ยืนยันได้ว่าคุณทำงานอะไรไปแล้วบ้าง ดังนั้นไม่ว่าระบบงานจะยืดหยุ่นแค่ไหน คุณก็ควรอีเมลแจ้งหัวหน้าเป็นรายวันว่าวันนี้คุณทำอะไรบ้าง ถึงแม้เขาจะไม่เปิดอ่านก็ตาม อย่างน้อย ๆ ถ้าใครมาหาว่าคุณไม่ทำงาน คุณก็จะได้มีหลักฐานไปงัดกับเขานะ

22. รู้วิธีแสดงความเสียใจ
ในการสมัครงานก็เหมือนการเดินเข้าสนามรบอย่างหนึ่ง ที่ต้องมีผู้ชนะก็ต้องมีผู้แพ้ ดังนั้นคุณก็ควรรู้วิธีแสดงความเสียใจกับผู้แพ้อย่างถูกต้องด้วย เช่น ถ้าคุณได้ตอบรับเข้าทำงาน ในขณะที่ผู้สมัครอีกคนไม่ได้ คุณก็ควรมีคำพูดให้กำลังใจเขาสักหน่อย ดีกว่าโบกมือบาย ๆ พร้อมคำพูดว่า “เสียใจด้วย”

23. เตรียมอุปกรณ์ทำงานพร้อมใช้เสมอ 
มันคงดูไม่ดีเท่าไรนัก ถ้าคุณมาทำงานในสภาพที่หลง ๆ ลืม ๆ สิ่งของที่จำเป็นต่อการทำงาน ทำให้ต้องหยิบยืมเพื่อนข้างโต๊ะ ซึ่งบ่อยครั้งเข้าเขาต้องรู้สึกไม่ดีแน่ ดังนั้นควรทำลิสต์รายการเลยว่าในแต่ละเดือนมีอะไรบ้างที่คุณต้องใช้ทำงาน การมีอุปกรณ์ครบแบบนี้จะช่วยให้คุณทำงานได้อย่างไหลลื่น ไม่ต้องเสียเวลาเดินขอยืมใคร

24. รู้ข้อจำกัดในร่างกายตัวเอง
สุขภาพกับคนทำงานเป็นของคู่กัน และยังส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานอีกด้วย เพราะในแต่ละวันที่คุณออกแรงทำงานก็เหมือนกับการใช้จ่ายสุขภาพไปทีละน้อยด้วยเช่นกัน ดังนั้น ควรหาเวลาฟิตร่างกายบ้างเพื่อให้พร้อมกับการทำงานบ้าง

25. ให้ความสำคัญกับการนอน
เรื่องงานมักจะเบียดเบียนเวลานอนของเราได้เสมอ ดังนั้นคุณก็ควรตั้งเหล็กให้กับตัวเองเลยว่าจะเข้านอนเวลาไหน และต้องนอนให้ได้กี่ชั่วโมง เพราะการนอนหลับอย่างเพียงพอจะทำให้ร่างกายมีสมาธิเพียงพอในการทำงานด้วยนะ

26. รู้วิธีจัดการกับความเครียด
ความเครียดเป็นตัวศัตรูตัวฉกาจสำหรับร่างกายของเรา เมื่อไรที่รู้สึกเครียดแล้ว ร่างกายแย่ลง จิตใจก็ห่อเหี่ยวไม่อยากทำอะไรตามไปด้วย ดังนั้นควรหาวิธีเฉพาะตัวสักหนึ่งอย่างเอาไว้สู้รบปรบมือกับความเครียดที่ชอบมาเยือน เช่น ออกไปเดินเล่น ดูหนัง ฟังเพลง เป็นต้น

27. ไม่พูดขอโทษพร่ำเพรื่อ 
คำว่าขอโทษเป็นสิ่งที่คนสุภาพเขาทำกันก็จริง แต่ถ้าทำบ่อย ๆ คงโดนสงสัยว่าคุณเป็นพวกติ๋ม ไม่สู้คนแน่ ดังนั้นพูดขอโทษกับเรื่องที่เราทำผิดจริงดีกว่านะ ส่วนทำผิดพลาดอะไรเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ใช้คำว่า “จะแก้ไขทันทีครับ/ค่ะ” แทนแล้วกัน น่าจะเหมาะสมกว่าเนอะ

28. ไม่ขโมยไอเดียคนอื่นมาเป็นของตัวเอง
แม้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกก็เกิดขึ้นมาจากการลอกเลียนแบบกันไปมาทั้งนั้น แต่สำหรับเรื่องงานแล้วการลอกเลียนงานคนอื่นเป็นเรื่องน่าเกลียดอย่างมาก ควรเอามาปรับเปลี่ยนใส่ความเป็นตัวเองเข้าไปบ้าง ดังนั้นถ้าหากจำเป็นต้องทำจริง ๆ ก็นำมาใช้เป็นแนวทางได้ แต่ถ้าลอกมาทั้งดุ้นก็คงไม่ไหวนะ

29. มีแผนสำรองในชีวิตเสมอ
คนที่มีประสบการณ์ในชีวิตมาในระดับหนึ่ง จะค้นพบว่าความแน่นอนคือความไม่แน่นอน จึงไม่แปลกที่พวกเขาจะต้องมองหาหลักประกันชีวิตในด้านอื่นเอาไว้ด้วย เช่น การทำประกันชีวิต ดังนั้นถ้าหน้าที่การงาน และชีวิตส่วนตัวลงตัวดีแล้ว ก็อย่าใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อยต้องหันมาวางแผนรับมือกับสิ่งที่ไม่อาจคาดเดาได้เอาไว้ด้วย

30. หารายได้เสริม
รู้หรือไม่ว่างานประจำที่ทำอยู่ก็ช่วยให้เรามีรายได้เสริมได้เหมือนกันถ้าคุณรู้จักพลิกแพลงวิธีนิดหน่อย เช่น ถ้าคุณเป็นที่ปรึกษาการตลาดอยู่แล้ว ก็อาจจะลองบริหารกิจการออนไลน์เล็ก ๆ ดูบ้างดีไม่ดีอาจทำกำไรมากกว่างานประจำที่ทำอยู่ แถมยังได้ความรู้จากการลงมือทำจริงด้วย

31. วางแผนชีวิตตัวเองในวัยเกษียณ
หากคุณอยู่ในวัยเพิ่มเริ่มทำงานประจำขอแนะนำว่าให้เก็บเงินให้ได้มากที่สุด อย่าเพิ่งคิดเอาเงินไปลงทุนอะไร เพราะในช่วงการใช้ชีวิตวัยทำงานแรก ๆ ยังไม่มีภาระหนี้สินเท่าไรนัก เมื่อทำงานไปได้สัก 2-3 ปี ถึงตอนนั้นจะเอาเงินมาลงทุนก็ยังไม่สาย ส่วนใครที่มีอายุงานมากแล้วก็ขอให้วางแผนชีวิตในวัยเกษียณของตัวเอง หยุดหาหนี้สินเพิ่มได้แล้ว เพราะแก่ตัวไปจะไม่มีแรงทำงานปลดหนี้เอาน่ะสิ

32. เพิ่มมูลค่าให้กับตัวเอง
หลายคนทำงานหนักเพราะหวังว่าอนาคตจะสบาย เลยไม่ค่อยตอบแทนรางวัลอะไรให้ตัวเองมากนัก ซึ่งหากใครที่ไม่รู้จะให้รางวัลอะไรตัวเอง ก็ลองลงทุนกับตัวเองดูด้วยการสมัครคอร์สเรียนพิเศษ เช่น เรียนภาษา เรียนทำขนม หรือเรียนงานฝีมือ ซึ่งก็ไม่แน่ว่าความสามารถพิเศษเหล่านี้จะทำให้เรามีรายได้เสริมทีหลัง

33. คืนกำไรสู่สังคม
ส่วนใหญ่นิสัยของคนที่ประสบความสำเร็จแล้วจะมองถึงเรื่องการคืนกำไรให้สังคม เช่น การตั้งกองทุนบริจาค เป็นอาสาสมัครช่วยเหลือตามค่ายต่าง ๆ เป็นต้น เพราะพวกเขาคิดว่าได้จากสังคมมามากพอแล้ว ซึ่งคนธรรมดาอย่างเราก็สามารถทำได้โดยการบริจาคเงินเล็ก ๆ น้อย ๆ ช่วยเหลือโครงการเพื่อการกุศลบ้าง

34. ค้นพบสิ่งที่ใช่สำหรับตัวเอง 
ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกที่เราจะเห็นคนดังที่ประสบความสำเร็จแล้ว บั้นปลายชีวิตกลับผันตัวเองไปทำในสิ่งที่แทบไม่ก่อให้เกิดรายได้ แต่ทำแล้วมีความสุข นั่นอาจเป็นเพราะว่าตลอดชีวิตที่ผ่านมาลืมมองหาความสุขที่ใช่สำหรับตัวเอง ดังนั้นเราก็ใช้คติในข้อนี้มาเป็นบทเรียนตั้งแต่เนิ่น ๆ โดยการกำหนดเป้าหมายเอาไว้ด้วยว่าจะทำงานไปถึงเมื่อไหร่ และหลังจากนั้นจะทำอะไรต่อ เพราะมันเป็นสัจธรรมที่ว่าบทบาทในสังคมของเราย่อมมีวันหมดอายุ

35. ให้รางวัลตัวเองทุกวัน
ในแต่ละวันเราอาจไม่ได้ทำในสิ่งที่เรารักได้แบบเต็มเวลา แต่เราก็สามารถแบ่งเวลาไปทำในสิ่งที่เรารักได้นี่นา โดยการแบ่งเวลาสัก 2 ชั่วโมง ด้วยการดูหนังโปรดสักเรื่อง หรือกินข้าวนอกบ้านอาทิตย์ละครั้ง เพื่อปลดปล่อยความเครียด เป็นการชาร์จพลังใจให้เราอยากตื่นมาทำงานในทุกวัน

ข้อมูลจาก kapook.com

กล้วยไม้ไม่โกรธ

มาตรฐาน

copy of 2.3

หลวงพ่อรูปหนึ่งปลูกกล้วยไม้กระถางหนึ่งด้วยความทะนุถนอม กล้วยไม้ก็แข็งแรง สวยงามยิ่งนัก…
วันหนึ่ง หลวงพ่อต้องออกไปธุระหลายวัน เลยฝากเณรน้อยให้ช่วยดูแล เณรน้อยก็เอาใจใส่ดูแลอย่างดี กล้วยไม้ก็ยิ่งงอกงามด้วยดี..
วันหนึ่ง เณรน้อยต้องออกไปธุระ ก่อนออกไปได้เอากระถางไปวางตากแดดริมหน้าต่าง หลังจากนั้น เกิดพายุอย่างไม่คาดคิด พัดเอากระถางตกลงบนพื้นแตกกระจาย ต้นกล้วยไม้หักเละ เณรน้อยกลับมาเห็นตกใจและเสียใจมาก และยังกลัวถูกหลวงพ่อตำหนิด้วย…
เมื่อหลวงพ่อกลับมา เณรน้อยก็บอกเล่าตามจริง เตรียมตัวเตรียมใจรับการถูกดุด่า แต่หลวงพ่อกลับไม่ได้ว่าอะไร ทำให้เณรน้อยประหลาดใจเป็นอย่างมาก เพราะหลวงพ่อรักกล้วยไม้กระถางนี้มาก…
หลวงพ่อเพียงยิ้มๆ แล้วกล่าวว่า “ข้าปลูกกล้วยไม้ ไม่ได้เพื่อไว้โกรธนะ”  คำง่ายๆ กลับกลายเป็นสัจธรรมปลดปล่อยวาง…
คนเราทำงาน ไม่ได้เพื่อไว้โกรธกัน…
คนเรารักกันก็ไม่ได้เพื่อไว้โกรธกัน…
สิ่งที่ให้ไปแล้ว เมื่อเอากลับมาไม่ได้ ก็ไม่ต้องโทษใครหรือเสียใจ…
ตอนมีต้องใส่ใจ ตอนเสียไปให้ปลดปลง ใจไม่ติดค้างใครก็พอแล้ว…

copy of 2.3

ถ้าคุณแค้น ชีวิตก็เต็มไปด้วยความแค้น…
ถ้าคุณนึกขอบคุณ ที่ใดๆก็เต็มไปด้วยเรื่องที่น่าขอบคุณ…
ถ้าคุณเติบกล้า การงานก็จะก้าวหน้า…
ไม่ใช่โลกนี้เลือกคุณ แต่คุณเป็นคนเลือกโลกใบนี้…
ฉะนั้น… ใจกว้าง และเมตตา อุเบกขา ปลดปล่อยวาง แค่นี้ ก็สุขละ

Copy of 2.2 copy of 2.1

CHANGE YOUR WORDS. CHANGE YOUR WORLD.

มาตรฐาน

ผู้หญิงคนนี้เปลี่ยน “คำพูด” ที่ป้ายชายขอทาน คุณจะแทบไม่เชื่อในสิ่งที่เกิดขึ้น!

CHANGE THE WORDS FROM…..   I’M BLIND, PLEASE HELP
TO………      IT’S A BEAUTIFUL DAY   AND I CAN’T SEE IT.
The Power of Words

บางทีเราก็ลืมนึกว่า พลังของ “คำพูด”  มันสำคัญและยิ่งใหญ่มากแค่ไหน
2  ประโยคที่ความหมายเหมือนกันหรือคล้ายกัน
แต่…เมื่อ พูด หรือ เขียนออกมา มันไม่ได้ต่างกันแค่ตัวอักษรที่ร้อยเรียง

แต่…มันคือ การมองโลกในอีกมุมมองหนึ่งเลยเสียด้วยซ้ำ
และ..การเปลี่ยนมุมมองนั้น ก็กลับกลายเป็นสิ่งที่สร้างผลกระทบได้แตกต่างกันอย่างมากมายมหาศาลเลยก็ได้

เมื่อคุณดูคลิปนี้จบแล้ว คุณจะเข้าใจว่า สิ่งที่เราพูดข้างต้นถึง พลังของ “คำพูด” นั้น มันหมายความว่าอย่างไร

CHANGE YOUR WORDS.   CHANGE YOUR WORLD.
แค่เพียงเรา….เปลี่ยนคำพูด  โลกก็เปลี่ยน

เราสามารถ เปลี่ยนโลก  เปลี่ยนความคิด  เปลี่ยนทัศนคติคนอื่น ได้ด้วย “คำพูด”

ที่มา https://www.youtube.com/watch?v=oHVyDB_JkJA#t=89

2.2

Dad lies me every thing, but not his LOVE

มาตรฐาน

“My dad’s story”
DAD lies me every thing, but not his LOVE
พ่อโกหกทุกเรื่อง  ยกเว้น..ความรักของพ่อ

หย่าร้าง หรือ อย่าร้าง

มาตรฐาน

1.1
เขาและเธอแต่งงานกันมา 10 ปีแล้ว  เขารู้ตัวว่ายิ่งมาก็ยิ่งหมดความสิเหน่หาในตัวภรรยา สิ่งที่เข้ามาแทนที่ก็คือเธอคือของตายและน่าเบื่อ
และยิ่งตอนนี้ที่บริษัทรับพนักงานสาวสวยคนหนึ่งเข้ามาทำงาน ผู้หญิงคนนี้ทำให้เขารู้สึกบ้า เธอทำให้เขารู้สึกกลับไปเป็นชายหนุ่มอายุ 16 อีกครั้ง

เมื่อเขาใคร่ครวญจนถี่ถ้วนแล้ว จึงตัดสินใจขอหย่ากับภรรยา   เมื่อเธอได้ยินสิ่งที่ผู้เป็นสามีบอก ถึงกับยืนตัวชาไปนานสองนาน สุดท้ายก็ตอบตกลงยินยอมที่จะหย่าให้กบสามี

บ่ายวันต่อมา เขาและเธอจึงพากันไปที่อำเภอเพื่อทำการหย่า  ขั้นตอนทุกอย่างผ่านไปด้วยดีไม่มีอะไรติดขัด

หลังจากหย่ากันเสร็จแล้ว เขาขับรถพาเธอกลับบ้าน หลังจากนี้ต่างคนต่างอยู่ เขารู้สึกโหวงๆในใจพิลึก จึงเอ่ยบอกกับภรรยาว่า  “นี่ก็ใกล้ค่ำแล้ว ไปทานข้าวเย็นส่งท้ายด้วยกันสักมื้อนะ”

เธอมองเขาครู่หนึ่ง  “ก็ดีเหมือนกัน รู้สึกแถวนี้จะมีร้านอาหารเปิดใหม่ ชื่อร้านว่า “อย่าร้างกัน” เป็นร้านที่เปิดเพื่อคู่สามีภรรยาที่เพิ่งหย่ากันได้ทานอาหารด้วยกันเป็นมื้อสุดท้าย ถ้างั้น เราไปทานที่ร้านนี้ดีไหม?”   เขาพยักหน้ารับ

เมื่อถึงร้าน“อย่าร้างกัน” ต่างคนก็ต่างเดินก้มหน้าเข้าร้านไปอย่างเงียบๆ  ในร้านจัดแต่งเป็นห้องๆ ให้เลือกเพื่อเป็นการส่วนตัว เขาเลือกห้องที่อยู่มุมในสุดของร้าน
“สวัสดีค่ะ” พนักงานบริการเข้ามาทักทาย
“คุณทั้งสองต้องการรับอาหารและเครื่องดื่มอะไรดีคะ?”
เขามองผู้กำลังจะเป็นอดีตภรรยา   “คุณเลือกก็แล้วกัน” เขาบอกออกไป
เธอส่ายหน้าไปมา  “ฉันไม่ค่อยได้ออกมาทานข้าวนอกบ้าน คุณก็รู้ คุณเลือกเถอะค่ะ”

“ขออภัยค่ะ ร้าน “อย่าร้างกัน”ของเรามีเงื่อนไขอยู่ว่า ให้คุณผู้หญิงเป็นคนเลือกอาหารให้คุณผู้ชาย ซึ่งเป็นอาหารที่คุณผู้ชายชอบทานที่สุด และให้คุณผู้ชายเป็นคนเลือกอาหารให้คุณผู้หญิง ซึ่งเป็นอาหารที่คุณผู้หญิงชอบที่สุด เมนูนี้เรียกว่า “ความทรงจำครั้งสุดท้าย”ค่ะ”
“ก็ดีคะ!”

เธอทำการรวบผมและหยิบเมนู  “จารเม็ดนึ่งบ๊วย เห็ดหอมน้ำมันหอย และก็ยำเห็ดหูหนูดำค่ะ เอ่อ!รบกวนบอกพ่อครัวด้วยนะคะว่าไม่ใส่ต้นหอมเลย เพราะว่าสามี..เอ่อ…คุณผู้ชายท่านนี้เขาไม่ทานนะคะ”

“คุณผู้ชายล่ะคะ?” บริกรสาวหันไปทางเขา  เขานิ่งไปนาน แต่งงานกันมา 10 ปี เขาไม่รู้จริงๆ ว่าภรรยาของเขาชอบทานอะไร เขาเม้มปากกัดริมฝีปากของตัวเอง
“เอาแค่นี้แหละค่ะ เพราะว่าเราชอบทานเหมือนกัน” เธอรีบตอบแทนว่าที่อดีตสามี

บริกรสาวยิ้มให้ทั้งสองคนและกล่าวว่า  “บอกตามตรงนะคะ ไม่ว่าคู่ใดที่มาทานข้าวที่ร้านของเรา ส่วนมากจะทานไม่ลงกันทั้งนั้นแหละค่ะ เราก็เลยเรียกเมนูนี้ว่าความทรงจำครั้งสุดท้าย เอาอย่างนี้ดีไหมคะ ทางเรามีเมนูเครื่องดื่ม ซึ่งเป็นเมนูสำหรับคู่ที่เพิ่งหย่ากันมา เป็นเครื่องดื่มเย็นๆ นะค่ะ ส่วนมากทุกคู่จะไม่ปฏิเสธค่ะ”

เขาและเธอพยักหน้าพร้อมกัน   “ก็ดีเหมือนกัน ดื่มเครื่องดื่มเย็นๆ ดีกว่านะคะ” เธอพูดขึ้น

ครู่เดียว บริกรสาวก็ยกเครื่องดื่มมาเสริฟ   แก้วหนึ่งเป็นน้ำแข็งใสสีฟ้าอ่อนๆ อีกแก้วหนึ่งเป็นน้ำสีแดงร้อนๆ มีไอระอุออกมา
“เมนูนี้เรียกว่า “ภูเขาไฟกับน้ำทะเล”ค่ะ เชิญทั้งสองท่านตามสบายนะคะ” พูดเสร็จเธอก็เดินออกจากห้องไป

ในห้องตอนนี้เงียบสงัด เขาและเธอนั่งมองหน้ากันไปมา ต่างก็ไม่รู้จะพูดอะไรดี

“ก๊อกๆ” เสียงเคาะประตูดังขึ้น บริกรสาวถือถาดที่มีดอกกุหลาบสีแดงสดหนึ่งดอกเดินเข้ามา
“คุณผู้ชายคะ คุณยังจำความรู้สึกแรกที่ให้ดอกไม้แก่คุณผู้หญิงได้ไหมคะ ตอนนี้คุณทั้ง 2 ไม่ใช่สามีภรรยากันแล้ว แต่กำลังจะกลายเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน เราเตรียมดอกไม้ให้คุณมอบแด่คุณผู้หญิงเป็นครั้งสุดท้ายค่ะ”

เธอมองดอกกุหลาบดอกนั้น อยู่ๆ ภาพที่เขามอบดอกไม้ให้แก่เธอครั้งแรกก็ผุดขึ้น  ตอนนั้น เธอและเขาเพิ่งย้ายมาอยู่ที่นี่ใหม่ๆ เรียกว่าเริ่มนับศูนย์ก็ว่าได้  ตอนกลางวันเธอและเขาทำงานที่ร้านขายเสื้อผ้า พอตกตอนค่ำ เธอออกไปตั้งแผงขายของที่ตลาดนัด ส่วนเขาก็รับจ้างล้างชาม สี่ห้าทุ่มถึงจะกลับห้องเช่าที่แคบแสนแคบด้วยกัน เธอผ่านทุกข์ผ่านสุขร่วมกับเขามาโดยไม่เคยปริปากบ่น

วันวาเลนไทน์ในปีแรกที่มาอยู่ที่นี่ด้วยกัน เขาซื้อดอกกุหลาบสีแดงมอบให้เธอหนึ่งดอก วันนั้นเธอจำได้ดีว่าเธอดีใจจนร้องไห้ออกมา
10 ปีแล้วสินะ 10 ปีที่อะไรๆ ก็กำลังจะดีขึ้นมา แต่สองเรากำลังจะแยกทาง เมื่อเธอนึกถึงตรงนี้ เธอก็ร้องไห้ออกมา จากนั้นก็โบกมือบอกบริกรสาวว่า  “ไมต้องหรอกค่ะ คุณเก็บกลับไปเถอะ”

เขาเองก็ตกอยู่ในภวังค์แห่งความหลังเมื่อ10ปีที่แล้ว นานเกือบ 7-8 ปีแล้วสินะที่เขาเองก็ไม่ได้ซื้อกุหลาบให้เธอ จากนั้นเขาก็โบกมือร้องห้าม
“เดี๋ยวครับ ผมขอซื้อกุหลาบดอกนี้ครับ”

บริกรสาวหยิบดอกกุหลาบขึ้นมา แล้วฉีกกลีบดอกกุหลาบออกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน จากนั้นก็ใส่ลงไปในแก้วเครื่องดื่มของเขาทั้งคู่ แล้วกลีบกุหลาบก็ค่อยๆละลาย  “นี่เป็นดอกกุหลาบที่เราทำขึ้นมาเป็นพิเศษ เพื่อมอบให้แก่คุณทั้ง 2 ซึ่งเป็นเมนูที่ 3 เรียกว่า “ความทรงจำอันสวยงาม”ค่ะ มีอะไรเรียกใช้ดิฉันได้นะคะ” พูดเสร็จเธอก็โค้งคำนับแล้วเดินออกจากห้องไป

“คุณ..ผม..เอ่อ..” เขาได้แต่ตะกุกตะกัก แล้วก็เอื้อมมือไปจับมืออดีตภรรยาไว้ เธอรีบดึงมือกลับ แต่เขาก็ยิ่งกำไว้แน่นกว่าเก่า เธอจึงปล่อยเลยตามเลย สองคนได้แต่กุมมือและมองตากันไปมา ไม่รู้จะพูดอะไร

“พรึ๊บ!” จู่ๆไฟก็ดับลง จากนั้นก็มีเสียงสัญญาณเตือนภัยดังขึ้น แล้วก็มีกลิ่นควันลอยเข้ามาในห้อง
“เกิดอะไรขึ้น?” ทั้งสองคนรีบลุกขึ้นยืนพร้อมๆกัน
“ไฟไหม้ค่ะ ทุกคนรีบเดินออกมาทางหนีไฟคะ เร็วๆ” เสียงของคนที่อยู่ข้างนอกตะโกนดังขึ้นมา
“คุณคะ” เธอรีบเดินไปสู่อ้อมกอดของเขา
“ฉันกลัวค่ะ”
“ไม่ต้องกลัว” เขากอดเธอไว้แน่นเช่นกัน
“ที่รัก คุณไม่ต้องกลัว คุณยังมีผมอยู่ทั้งคน ไป เรารีบออกไปจากห้องนี้เถอะ”   เขากอดเธอและเปิดประตูหมายจะพาวิ่งออกไปข้างนอก
เมื่อเปิดประตูออกไป แสงไฟสว่างจ้า ด้านนอกเงียบสงบ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

บริกรหญิงคนเดิมเดินมาหาเขาและเธอ   “ขอโทษค่ะ ที่ทำให้คุณทั้ง 2 ตกใจ ไฟไม่ได้ไหมร้านหรอกค่ะ กลิ่นและควันที่คุณได้กลิ่นเมื่อครู่นี้ เป็นสิ่งที่ทางร้านของเราเตรียมไว้ นี่เป็นอาหารเมนูที่ 4 ค่ะ เรียกว่า “เสียงเรียกจากหัวใจ” ตอนนี้เชิญกลับห้องได้ค่ะ”

เขากุมมือของเธอเดินเข้าห้องไปอย่างว่าง่าย  “ที่รัก น้องผู้หญิงคนเมื่อครู่นี้พูดถูก เมื่อสักครู่นี้ คุณและผมต่างก็เผยสิ่งที่อยู่ในหัวใจออกมา ที่
จริง คุณและผมเราแยกจากกันไม่ได้หรอก  เพราะคุณยังรักผม และผมก็ยังรักคุณอยู่ พรุ่งนี้เราไปจดทะเบียนกันใหม่นะ!”

เธอเม้มปากพูดเสียงออกมาจากไรฟัน  “คุณยินดีที่จะทำอย่างนั้นเหรอค่ะ?”

“ผมยินดีที่สุดเลย ผมเข้าใจหัวใจของผมเองแล้วว่าผมต้องการอะไร พรุ่งนี้เราจะไปจดทะเบียนสมรสกันใหม่นะ”

“น้องๆ เช็คบิล” เขาตะโกนเรียกบริกรสาวให้เข้ามาเก็บเงิน

บริกรสาวเดินเข้าห้องมา พร้อมกับยื่นโฟลเดอร์บิล 2 โฟลเดอร์ให้แก่เขาและเธอ
“นี่คือบิลของคุณทั้ง 2 ค่ะ และเป็นของที่ระลึกชิ้นสุดท้ายของทางร้าน เรียกว่า “บัญชีคู่ชีวิต” ขอให้คุณทั้ง 2 เก็บไว้ให้ดีที่สุดนะคะ”

3 - Copy
เมื่อเขาเปิดอ่าน เขาถึงกับหลั่งน้ำตาออกมา
“คุณเป็นอะไรไปคะ?” เธอรีบถามขึ้น
เขายื่น โฟลเดอร์บิลให้แก่ภรรยา  “ที่รัก ผมผิดไปแล้ว ผมขอโทษ”
เมื่อเธอเปิดดู ในโฟลเดอร์บิลมีบิลเขียนว่า
…….หนึ่งครอบครัวที่อบอุ่น
…….สองมือที่ตรากตรำร่วมกันมา
…….สามทุ่มแล้วยังคอยให้คุณกลับบ้าน
…….สี่ฤดู หนาวร้อนห่วงใยสุขภาพคุณ
…….ห้าฮ่าเสียงหัวเราะเอาใจใส่อยู่เคียงข้างกัน
…….หกวันทำงานก็เพื่อครอบครัว
…….เจ็ดโมงอาหารเสร็จพร้อมให้ลูกสามีทาน
…….แปดตลบคิดคำนึงปกป้องสามี
…….เก้าเท้าเข้าครัวปรุงอาหารที่คุณชอบ
…….สิบปีทำเพื่อคุณ เธอสูญวัยเยาว์ นี่คือภรรยาของคุณ

เมื่อเธออ่านเสร็จ เธอก็เอ่ยพูดกับสามีว่า   “คุณก็ลำบากและเหนื่อยมาเพื่อฉันเหมือนกัน หลายปีที่ผ่านมา ฉันไม่ได้ใส่ใจดูแลคุณให้ดีพอ ”
จากนั้น เธอก็หยิบบิลของเธอขึ้นมาอ่านบ้าง
…….หนึ่งภาระของผู้ชาย
…….สองบ่าแบกหน้าที่ ไว้แสนหนักอึ้ง
…….สามทุ่มยังตรากตรำทำงานเหน็ดเหนื่อย
…….สิ่ทิศท่องไปเหมือนคนไร้บ้านพเนจร
…….ห้าฮ่าหัวเราะกลบเกลื่อนความเหนื่อยล้า
…….หกริ้วรอยที่อยู่บนใบหน้า
…….เจ็ดโมงจากบ้านค่ำมืดคืนรัง
…….แปดภัยใดๆมิให้กล้ำกลาย
…….ก้าวหน้าการงานก็เพื่อครอบครัว
…….สิบปีเพื่อคุณ เพื่อลูก เพื่อครอบครัว นี่คือสามีของคุณ”

อ่านจบ ทั้งสองคนต่างก็โผเข้ากอดกัน

หลังจากชำระเงินเสร็จ เขาและเธอต่างก็ขอบคุณผู้จัดการและบริกรหญิงอย่างสุดหัวใจ จากนั้นก็ขอตัวลากลับ
ผู้จัดการและบริกรหญิงต่างก็หันมายิ้มให้กัน ผู้จัดการถอนหายใจและพูดขึ้นว่า
“ร้าน “อย่าร้างกัน” ของเรา ช่วยให้คู่ชีวิตอีกคู่หนึ่งไม่ต้อง “หย่าร้างกัน” ได้อีกคู่หนึ่งแล้ว”
……………………….
โพสต์ขึ้นในคืนที่ข้าพเจ้าทราบข่าวการจากไปอย่างกะทันหันของพี่ที่นับถือท่านหนึ่ง
ชีวิตคนเราเป็นอนิจจัง มีโอกาสอยู่ร่วมกันได้    ร่วมกันรักษาและถนอมบุญสัมพันธ์นะครับ

ที่ี่มาจาก Line

แม่ลิงกับพงษ์เทพ กระโดนชำนาญ

มาตรฐาน


(เรื่องจริงของ พงษ์เทพ กระโดนชำนาญ)

…มีคนเล่าให้ฟังว่า สมัยก่อน…คุณพงษ์เทพ กระโดนชำนาญ ศิลปินเพลงเพื่อชีวิต แกอยู่ในป่า กับเพื่อน 5 – 6 คน  ทุกวันก็จะเปลี่ยนเวรกัน.. ล่าสัตว์ป่ามาทำอาหาร

วันหนึ่งเป็นเวรของคุณพงษ์เทพ แกก็คว้าปืนยาวสะพายบ่า เดินเข้าป่าไปอาหารโปรดของคุณพงษ์เทพคือแกงเนื้อลิง พอเดินเข้าป่าไปได้สักพัก เห็นลิงตัวหนึ่งนั่งอยู่บนต้นไม้ หันหลังให้ แกก็รีบยกปืนประทับบ่า..ยิงเปรี้ยง..ไปที่ตัวลิง
เหตุการณ์แปลกประหลาดได้เกิดขึ้น ปกติลิงพอถูกยิง..จะหล่นตุ๊บจาก ต้นไม้ทันที แต่ลิงตัวนี้…นั่งจับกิ่งไม้เฉย ไม่หล่นลงมาจะว่ายิงไม่ถูก ก็ไม่น่าเป็นไปได้ เพราะคุณพงษ์เทพ… แกยิงปืนแม่น ระยะแค่นี้ เป้าใหญ่ขนาดนี้ ไม่พลาดแน่นอน
ในขณะที่กำลังสงสัยอยู่นั้นลิงตัวที่ถูกยิง ร้องโหยหวน เสียงดังมาก ฝูงลิงที่แยกย้ายกัน ออกหากินอยู่บริเวณใกล้ ๆ. วิ่งแห่กันเข้ามาหา ลิงตัวที่ถูกยิง… แล้วร้องโหยหวน…เหมือนกันหมด แกตกใจ…ยืนตกตะลึง…ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
* สักครู่… ลิงตัวที่ถูกยิง. โยนวัตถุเล็กๆ…สีดำ ๆ..ชิ้นหนึ่ง ให้กับลิงตัวที่อยู่ใกล้ที่สุด… แล้วก็หล่นตุ๊บลงมาจากต้นไม้  คุณพงษ์เทพ…รีบวิ่งไปดูลิงถูกยิงเข้าที่หลัง ทะลุหน้าอก เลือดแดงฉานเต็มตัว คุณพงษ์เทพเห็นแล้ว ต้องเบือนหน้าหนี

ลิงที่ตกลงมา…เป็นลิงแม่ลูกอ่อน… ขณะที่ถูกยิง เธอกำลังให้นม ลูก…ลูกตัวน้อย…กำลังดูดนมอย่างมีความสุข ทันทีที่ถูกยิง..ถ้าเป็นลิงตัวอื่น
จะหล่นตุ๊บ…ลงจากต้นไม้   แต่….แม่ลิงตัวนี้. ยังหล่นไม่ได้ ยังตายไม่ได้..เพราะเธอยังมีภารกิจใหญ่หลวงที่ต้องทำ…คือ….รักษาชีวิตลูกกน้อย…ให้พ้นอันตรายเธอกัดฟัน…โหนกิ่งไม้ไว้.แม้จะเจ็บปวดแทบขาดใจ  มองดูเลือดที่ไหลหยดเป็นทาง ด้วยความตกใจ พยายามรวบรวมพละกำลังที่ยังพอมี ! เหลือทั้งหมดตะโกนสุดเสียง… ร้องเรียก.. ฝูงลิงเข้ามาใกล้ๆ แล้วก็ฝากฝัง…ให้เลี้ยงลูกน้อยแทนเธอ หลังจากโยนลูกให้จ่าฝูงแล้ว…มองดูลูก…ถูกพาไป จนลับสายตาแล้ว.. แน่ใจว่า…ลูกปลอดภัยแล้วจึงหลับตา…แล้วหล่นลงมา…..ตาย..
คุณพงษ์เทพ…ก้มมองหน้าลิง..แล้วร้องไห้ เพราะที่เบ้าตาลิง มีหยดน้ำตาใสๆกำลังไหลริน คุณพงษ์เทพรีบเดินกลับที่พัก เอาปืนไปเผาทิ้ง…ไม่ยอมออกล่าสัตว์อีก เลย.ตลอดชีวิต และภาพความรักที่ยิ่งใหญ่..ของแม่ลิง…ที่มีต่อลูกน้อยเป็นแรงบันดาลใจ. ให้พงษ์เทพ…แต่งเพลงขึ้นมาเพลงหนึ่ง ชื่อว่า ..”ลิงทะโมน”  เพื่อยกย่อง…เชิดชูคุณค่าของความรัก…ที่แม่มีต่อลูก

แม่นะหรือ… คือ ผู้สร้าง ทุกสิ่ง อันยิ่งใหญ่
คือ ผู้รัก ลูกตน กว่าใครใคร
คือ ผู้คอย ห่วงใย ทุกเวลา
คือ คนร้อน เมื่อลูกรุ่ม กลุ้มเรื่องทุกข์
คือ คนสุข เมื่อลูกนั้น มี หรรษา
คือ คนปลอบ เมื่อลูกเหงา เศร้าอุรา
คือ คนคอย ให้เมตตา ลูกทุกคราว
เป็นสายฝน คอยช่วยให้ ลูกสดชื่น
เป็นผ้าผืนคอยห่มให้ เพื่อคลายหนาว
เป็นกระโถน คอยรับทุกข์ ทุกเรื่องราว
เป็นบันได ไต่ดาว ลูกก้าวไป
เป็นคุณครู ผู้สอนสั่งทุกอย่างหนอ
เป็นคุณหมอ คอยรักษา จะหาไหน
เป็นทุกสิ่ง ทุกอย่าง ได้ดั่งใจ
จะหาใครได้เท่าแม่เหมือนไม่มี
สาธยาย อย่างไร คงไม่หมด พระคุณแม่ ยากแทนทด เหมือนปลดหนี้
สิ่งล้ำค่าใดใด ในปฐพี จะเทียมเท่า คุณแม่นี้.. ไม่มีเอย..

คุณค่าของชีวิต

มาตรฐาน

1

เณรน้อย มาหาพระอาจารย์  “พระอาจารย์ คุณค่าในตัวของข้าคืออะไร ?”
พระอาจารย์ “เจ้าจงไปที่สวนหลังบ้าน เก็บก้อนหินก้อนใหญ่มา 1 ก้อน เอาไปวางขายที่ตลาด ถ้ามีคนถามราคา ไม่ตอบ แค่ชู 2 นิ้ว ถ้าเขาต่อรอง อย่าขาย เอากลับมา อาจารย์จะบอกเองว่า คุณค่าในตัวของเจ้าคืออะไร”
วันรุ่งขึ้น เณรน้อยอุ้มหินไปวางขายที่ตลาด คนจ่ายตลาดเดินผ่านไปผ่านมา ต่างแปลกใจ มีแม่บ้าน เดินมาถาม “ก้อนหินขายเท่าไหร ?”
เณรน้อยชู 2 นิ้ว  “2 เหรียญ” เณรน้อยสั่นหัว
“งั้นก็ 20 ก็ได้ จะได้เอาไปทับผักกาดดอง”   เณรน้อยคิดในใจ “แม่เจ้าโว๊ย หินไร้ค่านี้ขายได้ตั้ง 20 เหรียญ บนเขาวัดข้ามีเยอะแยะ” เณรน้อยไม่ขาย ตามที่พระอาจารย์บอก และกลับไปพบพระอาจารย์อย่างดีใจ

“อาจารย์ วันนี้มีแม่บ้านคนหนึ่งให้ราคา 20 เหรียญ จะซื้อหินของข้า อาจารย์บอกได้หรือยังว่าคุณค่าในตัวของข้าคืออะไร?”
อาจารย์ “ไม่ต้องรีบ พรุ่งนี้ เอาไปวางไว้ในพิพิธภัณฑ์ ถ้ามีคนถามราคา ไม่ตอบพูด แค่ชู 2 นิ้ว ถ้าเขาต่อรองอย่าขาย เอากลับมา แล้วมาคุยกันใหม่”

วันต่อมา ใน พิพิธภัณฑ์ มีคนมามุงดูและคุยกันเองว่า “หินธรรมดาก้อนหนึ่ง มีค่าอะไรมาอยู่ในพิพิธภัณฑ์”

“มาวางไว้ในพิพิธภัณฑ์ได้ มันก็ต้องมีคุณค่าของมันแต่เราอาจจะไม่รู้”

มีคนโผล่มาและตะโกนถาม เณรน้อยว่า “เณรน้อย หินก้อนนี้ขายเท่าไหร่ ?”

เณรน้อยชู 2 นิ้ว  “200 เหรียญ”  เณรน้อยสั่นหัว
“งั้นก็ 2000 แล้วกัน กำลังหาหินไปแกะสลักพระพุทธรูป”  เณรน้อยตกใจ มากกว่าเมื่อวานอีก แต๋ก็ไม่ขายตามที่พระอาจารย์บอก
เขากลับไปพบพระอาจารย์ด้วยความดีใจ  “อาจารย์ วันนี้มีคนให้ราคา 2000 เหรียญ จะซื้อหินของข้า วันนี้อาจารย์ต้องบอกข้าแล้วนะว่า
คุณค่าในตัวของข้าคืออะไร?”
อาจารย์หัวเราะชอบใจ  “พรุ่งนี้เอาไปที่ร้านขายวัตถุโบราณเหมือนเดิม  แล้วเอากลับมา ครั้งนี้ อาจารย์บอกคำตอบเธอแน่ๆ“
วันต่อมา เณรน้อยเอาหินไปที่ร้านขายวัตถุโบราณ ก็ยังมีคนมามุงดู มีคนพูดว่า “นี่มันหินอะไรว่ะ มาจากถิ่นไหน ของราชวงศ์ไหน ใช้ทำอะไร?”
สุดท้ายมีคนมาถามราคา “ เณรน้อย หินก้อนนี้ชายเท่าไหร่ ?”
เณรน้อยชู 2 นิ้ว  “20,000 เหรียญ”
เณรน้อยตกใจอ้าปากค้าง อุทานเสียงดัง “หา”
คนนั้นนึกว่าตัวเองให้ราคาต่ำไป ทำให้เณรน้อยรมณ์เสีย  แก้ไขทันทีว่า “ไม่ๆๆ ข้าพูดผิด ข้าจะให้เจ้า 200,000”

เณรน้อยได้ยินดังนั้น อุ้มหินวิ่งหนีกลับไปบนเขาหาพระอาจารย์ทันที พูดกับอาจารย์แบบกระหือกระหอบว่า
“อาจารย์ครั้งนี้เรารวยแล้ว มีโยมจะให้ราคาเรา 2 แสน เพื่อซื้อหินก้อนนี้ อาจารย์บอกได้หรือยังว่าคุณค่าในตัวของข้าคืออะไรกันแน่ ?”

อาจารย์ลูบหัวเณรน้อย พูดด้วยน้ำเสียงเอ็นดูว่า “เจ้าหนูน้อย คุณค่าในตัวเจ้าก็เหมือนหินก้อนนี้ ถ้าวางตัวเองในตลาดสด เจ้าก็มีค่า 20
ถ้าเอาตัวเจ้าไปวางไว้ในพิพิธภัณฑ์ เจ้าก็มีค่า 2000   และถ้าไปอยู่ในร้านขายวัตถุโบราณ เจ้าก็มีค่า 2 แสน เวทีชีวิตต่างกัน  ตำแหน่งวางตัวต่างกัน  คุณค่าของคนก็เปลี่ยนไป”

แล้ววันนี้เราเป็นหินที่ถูกวางไว้ที่ใด…!!!

แปรงฟันแห้ง

มาตรฐาน

image

แปรงฟันกันทุกวัน รู้ยัง วิธี”แปรงแห้ง” คืออะไร? ทันตจุฬาฯ มีคำตอบ😄
แปรงฟันแห้งกันเถอะ

คอลัมน์ เรื่องฟันFunกับทันตจุฬาฯ

โดย รศ.ทญ.ดร.สุดาดวง กฤษฎาพงษ์

“แปรงแห้ง” หมายถึง แห้งทั้งตอนเริ่มแปรง และแห้งเมื่อแปรงเสร็จ มาดูกันว่าต้องทำอย่างไร

1. แห้งตอนเริ่มแปรง หลายคนจะบ้วนน้ำ หรือนำแปรงไปจุ่มน้ำก่อนเริ่มแปรงฟัน ทีนี้พอแปรงเปียก มีน้ำในปากเยอะ ยาสีฟันก็จะละลายอย่างรวดเร็ว กลายเป็นฟองฟูฟ่องทั่วปาก จากนั้นก็ไหลย้อยเป็นแนวลงตามแขนไปจนถึงข้อศอก แล้วก็ต้องรีบวิ่งไปที่อ่าง ยืนก้มหน้าก้มตามุดๆ อยู่กับอ่าง บ้วนออกอย่างรวดเร็ว จบสิ้นการแปรงฟันโดยที่ยังไม่ถึง 2 นาที

ลองใหม่นะคะ ก่อนเริ่มแปรงฟัน ถ้ามีเศษอาหารตกค้างให้จำกัดออกก่อน (บ้วนน้ำแรงๆ หรือเขี่ยออก) จากนั้นใส่แปรงเข้าไปในปาก ถูไปบนด้านบดเคี้ยวเสียก่อน ให้ลึกถึงซี่ในสุดทั้งซ้ายและขวาเพื่อกระจายยาสีฟันให้ทั่วปาก จากนั้นจึงค่อยเริ่มกระบวนการแปรงฟัน (แปรงให้โดนคอฟัน ไล่ไปเรื่อยๆ ทั้งด้านนอกและด้านใน ให้ทั่วทุกซี่) แล้วคุณจะพบว่าสามารถแปรงได้นาน และไม่ไหลย้อย อมยาสีฟันไว้ได้นาน ซึ่งหมายถึงฟลูออไรด์จะซึมซาบเข้าสู่ผิวฟันได้ดี😋

การแปรงแห้งแบบนี้ ยังทำให้การแปรงฟันเป็นกิจกรรมที่สนุกสนาน ไม่น่าอาย ไม่ต้องมุดหน้าอยู่กับอ่าง แบบที่มีฟองครอบอยู่ทั้งปากอีกต่อไป

2. แห้งเมื่อแปรงเสร็จ มีงานวิจัยเรื่องหนึ่งที่โด่งดังมาก ในปี ค.ศ.1992 ในเมืองนอตติ้งแฮม ประเทศอังกฤษ เขาพบว่า เด็กที่แปรงฟันแล้วบ้วนปากโดยเอาปากไปจ่อกับก๊อกน้ำ (เด็กเกบ้วนชุ่ยๆ) มีฟันผุน้อยกว่าเด็กที่บ้วนปากจากแก้วน้ำ (เด็กดี ตั้งใจบ้วน) หลังจากนั้น ก็มีงานวิจัยอื่นๆ ตามมาจำนวนมากเพื่อตรวจสอบและยืนยันในสิ่งเดียวกัน จนทันตแพทยสมาคมแห่งประเทศอังกฤษสรุปออกมาเป็นคำแนะนำว่า “ไม่ต้องบ้วนน้ำหลังแปรงฟัน”

ลองดูนะคะ พอแปรงเสร็จ (ครบ 2 นาที โดนคอฟันทั้งด้านนอกและด้านในของทุกซี่) บ้วนฟองออก (ถุย) อาจแลบลิ้นออกมายาวๆ แปรงเบาๆ ครั้งเดียวจากโคนลิ้นออกมา จะเป็นลากเอาฟองที่ตกค้างออกจากปากได้ดี แล้วก็ถุยทิ้งอีกที จากนั้นก็ล้างปากเอาฟองที่เลอะๆ รอบปากออกเสีย แล้วก็ถุยทิ้งอีกที เป็นอันเรียบร้อย ถ้ายังรู้สึกไม่เรียบร้อย ก็ทำอะไรโน่นนี่ไปก่อน เช่น อาบน้ำ แล้วก็ถุยออกเป็นระยะๆ เดี๋ยวก็หมด ถ้ายังไม่หมด ให้บ้วนน้ำเพียง 1 ครั้ง หรือฝึกไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็ชิน

อุตส่าห์เก็บฟลูออไรด์ไว้ในปากเสียขนาดนี้ ก็อย่าเพิ่งรับประทานอะไร รวมทั้งน้ำเปล่าด้วย หลังจากนั้น อย่างน้อยครึ่งชั่วโมง😊😀😀